กินดื่ม

ข้าวแช่ หนีความร้อน (ตอน 1)

Published 17 เม.ย. 2019

By สิทธิโชค ศรีโช

WEB_TS21016

‘ข้าวแช่’ เดิมเป็นของชาวมอญ โดยตำนานข้าวแช่เล่าว่า มีเศรษฐีผู้หนึ่งไร้บุตรชาย ขาดผู้สืบทอดสกุล จึงถูกติฉินนินทาจากคนรอบข้าง (การนินทากับเหล่าซาเปี้ยนคือของคู่กัน) เมื่อมาถึงวันปีใหม่ (วันสงกรานต์) เศรษฐีจึงบวงสรวงเซ่นไหว้ขอบุตรชายจากรุกขเทวดาประจำต้นไทรใหญ่ โดยคัดเอาข้าวสารเมล็ดงามๆ มาล้างน้ำ 7 ครั้ง จนสะอาดไร้มลทิน แล้วหุงถวาย พร้อมกับข้าวอันประณีต 

ด้วยเชื่อว่าหากทำพิธีมงคลในวันดังกล่าวจะสมปรารถนา รุกขเทวดาเห็นใจ จึงไปทูลต่อพระอินทร์ และพระอินทร์ก็ให้เทพบุตรมาจุติเป็นบุตรชายของเศรษฐี มีนามว่า ‘ธรรมบาลกุมาร’ และเศรษฐีได้สร้างปราสาทให้ธรรมบาลกุมารอยู่ใกล้กับต้นไทรใหญ่นั้น ด้วยต้นไทรมีนกมาอาศัยอยู่มาก ธรรมบาลกุมารจึงเรียนรู้และฟังภาษานกเข้าใจ

พอธรรมบาลกุมารอายุได้ 7 ขวบ ก็เก่งกล้ามีปัญญาสามารถบอกฤกษ์ยามมงคล ตอบปัญหาให้กับผู้คนในเมืองได้ การทำเช่นนี้เท่ากับไปหยามท้าวกบิลพรหม ซึ่งผู้เป็นผู้บอกมงคลแก่มนุษย์ และเป็นที่เคารพของมนุษย์อยู่แต่เดิม งานนี้เลยเกิดการท้าประลองเชาว์ธรรมบาลกุมาร ว่า ‘สิริของมนุษย์ เช้า กลางวัน เย็น’ สถิตอยู่ที่ใดบ้าง โดยให้เวลา 7 วัน ถ้าธรรมบาลกุมารตอบได้ ตนจะตัดหัวตัวเอง ปรากฏว่าแจ๊กพ็อต! ธรรมบาลกุมารตอบได้ เพราะได้ยินนกอินทรีคุยกันถึงคำตอบว่า 

“ตอนเช้า สิริมนุษย์อยู่ที่หน้า คนเลยล้างหน้า ตอนกลางวันอยู่ที่หน้าอก คนจึงอาบน้ำประพรมน้ำหอมที่หน้าอก และตอนเย็นสิริอยู่ที่เท้า คนจึงมักล้างเท้ายามเย็น”

ผลเป็นเช่นนี้ ท้าวกบิลพรหมก็งานเข้า จำต้องตัดหัวตัวเอง แถมยังเดือดร้อนถึงลูกสาวทั้ง 7 เพราะต้องคอยนำพานมาเวียนสลับรับเศียรพ่อกันปีละ 1 นาง เพื่อไม่ให้เลือดตกต้องสู่แดนมนุษย์ ไม่เช่นนั้นจะเกิดไฟไหม้แผ่นดิน กลายเป็นที่มาของนางสงกรานต์ในแต่ละปี ดังนั้น คนมอญจึงทำบุญส่งข้าวแช่ในวันสงกรานต์ เพื่อบูชาผีบรรพบุรุษ เทวดา นางสงกรานต์และพระสงฆ์ ด้วยเชื่อว่าเป็นมงคลและจะสมหวังในสิ่งที่ปรารถนา โดยข้าวแช่ภาษามอญเรียกว่า ‘เปิงด้าจก์’ บ้างก็เรียก ‘เปิงซังกรานต์’ (เปิง ภาษามอญแปลว่า ข้าว  ส่วน ด้าจก์ แปลว่า น้ำ และ ซังกรานต์ แปลว่า สงกรานต์ ) 

ครานี้มาดูกันว่าข้าวแช่ของมอญนั้น กลายมาเป็นข้าวแช่ชาววัง และข้าวแช่เมืองเพชรบุรี ได้อย่างไร ครั้งที่ไปเรียนทำข้าวแช่มอญบ้านโป่งที่ จ.ราชบุรี ฉันได้ไปที่พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดม่วง ซึ่งบอกเล่าเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของชนชาติมอญเอาไว้ ในนั้นมีแผนผังเล่าถึงการอพยพของชาวมอญเข้าสู่ไทยทั้งหมด 9 ระลอก 

เรื่องเล่า ‘ข้าวแช่’ จากเปิงด้าจก์ ถึงข้าวแช่ชาววัง และเพชรบุรี (ตอน 1),กินดื่ม,Rabbit Today

ครั้งแรก ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ในช่วง พ.ศ.2081-2084 และครั้งสุดท้ายในสมัยรัตนโกสินทร์ ในช่วงปี พ.ศ.2357 (ตรงกับช่วงรัชสมัยของ ร.2) จึงเชื่อว่าข้าวแช่ต้องเข้าสู่ประเทศไทยมาพร้อมกับคนมอญแน่ๆ กอปรกับหลักฐานจากกวีเอกคู่แผ่นดินอย่างสุนทรภู่ ซึ่งมีชีวิตอยู่ในช่วงรัชสมัยของรัชกาลที่ 2 ถึงรัชกาลที่ 3 ได้แต่งกวีนิพนธ์ชื่อว่า ‘รำพันพิลาป’ ขึ้นในปี พ.ศ.2385 ขณะที่บวชเป็นพระและจำพรรษาอยู่ที่วัดเทพธิดาราม ตรงกับช่วงสมัยรัชกาลที่ 3 ความตอนหนึ่งว่า

‘ฤดูร้อนก่อนเก่าทำข้าวแช่ น่าชมแต่เครื่องกับสำรับฉัน 

ช่างทำเป็นเช่นดอกจอกเป็นดอกจันทน์ งามจนชั้นกระชายทำเหมือนจำปา 

มะม่วงดิบหยิบดูจึ่งรู้จัก ทำน่ารักรูปสัตว์เหมือนมัจฉา 

จะแลลับกลับกลายสุดสายตา เคยไปมามิได้เห็นจะเว้นวายฯ’

จากหลักฐานอ้างอิงดังกล่าว จึงมั่นใจได้ว่า ตั้งแต่ต้นรัตนโกสินทร์ ในราชสำนักก็มีข้าวแช่แล้ว และตามวิสัยของชาววัง เมื่อจะปรุงเครื่องถวายเจ้านาย ก็ต้องประดิดประดอย สลักเสลาผักให้สวยงาม มีขนาดพอคำ น่ารับประทาน รสชาติก็ต้องมีความพอดี ไม่จัดจนเกินไป กับข้าวแต่ละอย่างต้องมีรสสอดคล้องเสริมกัน เพื่อเหมาะสมแก่การเป็นเครื่องเสวยของเจ้านาย เวลาเจ้านายเสวยจะได้งาม ไม่ใช่ทำของเผ็ดๆ ให้เจ้านายเสวยแล้วพระเสโทแตกซิก ซู้ดโอษฐ์อย่างชาวบ้าน หรือคายกระดูกคายก้างที่ติดมากับเนื้อต่างๆ ในคำอาหารนั้นต้องไม่ให้เกิดขึ้นเด็ดขาด ข้าวแช่ชาววังจึงงดงามทุกมิติ กว่าข้าวแช่พื้นบ้าน  

นอกจากนี้ยังมีอีกหลักฐานหนึ่งที่บอกกล่าวได้ดีว่าข้าวแช่นั้นเป็นที่รู้จักของชาวสยามแล้ว ก็คือ ตำนานของนางสงกรานต์ ซึ่งก็เป็นเรื่องเดียวกันกับประวัติข้าวแช่ที่เล่าไว้ข้างต้น ซึ่งรัชกาลที่ 3 โปรดให้จารึกไว้ในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม จำนวน 7 แผ่น ก็ยิ่งเป็นเครื่องยืนยันได้เป็นอย่างดี  

เมื่อข้าวแช่จากมอญวิวัฒนาการเป็นข้าวแช่ชาววังแล้ว ครานี้ ข้าวแช่ชาววังกลายมาเป็นข้าวแช่เมืองเพชรบุรีได้อย่างไร มีเรื่องเล่ากันว่า ข้าวแช่เมืองเพชรบุรีเกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 ซึ่งครั้งหนึ่งพระองค์แปรพระราชฐานเสด็จประทับ ณ พระราชวังพระนครคีรี หรือที่เรียกว่า เขาวัง จ.เพชรบุรี 

ครานั้นเจ้าจอมมารดาซ่อนกลิ่น พระสนมเอก ติดตามไปถวายงานด้วย เจ้าจอมผู้นี้สกุลเดิม คชเสนี โดยมีทวดคือ ‘เจ่ง คชเสนี’ เป็นคนมอญ ซึ่งเข้าสู่ราชสำนักในรัชสมัยของพระเจ้ากรุงธนบุรี การประทับเขาวังของกษัตริย์ครานั้น เจ้าจอมมารดาซ่อนกลิ่นได้ทำข้าวแช่ถวาย และเชื่อว่าตำรับข้าวแช่ได้ถ่ายทอดสู่เมืองเพชรบุรี ผ่านลูกสาวคหบดีเจ้าขุนมูลนายที่ถูกเกณฑ์มาช่วยเป็นลูกมือ จนกระทั่งทุกวันนี้เวลาไปเที่ยว จ.เพชรบุรี ก็ต้องไม่พลาดกินข้าวแช่ หรือแม้แต่พอถึงเทศกาลสงกรานต์ คนเมืองเพชร เขาก็มีถนนข้าวแช่ ไม่แพ้ถนนข้าวสาร ถนนข้าวเหนียว เหมือนกัน 

จากยุคสมัยรัชกาลที่ 4 ก็มาถึงยุคเปลี่ยนแปลงการปกครอง (รัชกาลที่ 7) เจ้านายและชาววังต่างกระจัดกระจายออกจากวัง ทำให้ตำรับข้าวแช่ชาววังกระจายออกทั่วพระนคร ให้สามัญชนทั่วไปได้ลิ้มลองข้าวแช่ตำรับชาววัง ซึ่งกลายเป็น ‘ข้าวแช่พระนคร’ ในที่สุด

เล่ามายืดยาว ก็เพราะอยากให้คุณผู้อ่านรู้ประวัติข้าวแช่อย่างลึกซึ้ง ก่อนจะไปดูว่า ข้าวแช่มอญ ข้าวแช่ชาววัง และข้าวแช่เพชรบุรี นั้นแตกต่างกันอย่างไร แต่ตรงนี้ผู้เขียนจำนนด้วยบรรทัดหน้ากระดาษ จึงขอยกไปเล่าต่อในฉบับหน้านะขอรับ



Advertising