ชีวิตและการงาน

คนรุ่นใหม่ต้องรู้จัก Work Life Balance

Published 14 ส.ค. 2019

By P.Chan

คนรุ่นใหม่ต้องรู้จัก Work Life Balance

คนรุ่นใหม่ยุคนี้ต้องต่อสู้ดิ้นรนทั้งในเรื่องการใช้ชีวิต และความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ปัจจุบันจึงเห็นได้ชัดว่า หนุ่มสาววัยทำงานหลายคนมักจะทุ่มเทกับงานที่ตัวเองทำหรือรับผิดชอบทุกลมหายใจเข้า-ออกเลยก็ว่าได้ จนทำให้พวกเขาลืมไปว่า ครอบครัวและความสุขในชีวิตก็เป็นอีกสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม เพราะครอบครัวคือ รากฐานแห่งความรักที่จะหนุนนำให้ชีวิตเรามุ่งไปสู่ความสำเร็จและพบกับความสุขที่ไม่สามารถหาได้จากที่ใด ด้วยตระหนักถึงความสำคัญของความสุขและการให้ความสำคัญกับคนรอบข้างนี้ จึงทำให้คำว่า Work Life Balance เริ่มมีอิทธิพลกับคนรุ่นใหม่มากยิ่งขึ้น

Work Life Balance คืออะไร?

‘เวิร์ค ไลฟ์ บาลานซ์’ เปรียบได้กับการใช้ชีวิตให้สมดุลของคนรุ่นใหม่ ที่มักจะมุ่งมั่นกับการทำงานอย่างหามรุ่งหามค่ำ แต่ทว่ามักลืมดูแลเอาใจใส่คนรอบตัว ทำให้หลายๆ ครั้งพวกเขามักจะปล่อยช่วงเวลาแห่งครอบครัวให้ล่วงเลยไปอย่างเปล่าประโยชน์จนสมาชิกทุกคนในครอบครัวเริ่มเหินห่างกัน ฉะนั้นการหาจุดกึ่งกลางและความสมดุลในชีวิตจึงนับเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกคนไม่ควรมองข้าม

Work Life Balance,Rabbit Today

ทำไมต้องให้ความสำคัญกับ Work Life Balance

จากผลสำรวจในปัจจุบันพบว่า เวิร์ค ไลฟ์ บาลานซ์ เป็นสาเหตุสำคัญอันดับต้นๆ ที่ทำให้พนักงานบริษัทหรือคนที่ทำงานประจำลาออกจากงาน ดังนั้น หลายองค์กรจึงเริ่มตระหนักถึงความสำคัญของสิ่งนี้กันมากขึ้นเรื่อยๆ และจากผลสำรวจระบุว่า ที่ทวีปอเมริกากลางมีความสมดุลระหว่างการใช้ชีวิตกับการทำงานมากที่สุด ส่วนอันดับรองลงมาคือทวีปยุโรป สำหรับประเทศไทยแล้วพบว่า สาเหตุที่ทำให้พนักงานลาออกเยอะก็คือ การที่องค์กรนั้นๆ ไม่สนับสนุนหรือไม่ให้ความสำคัญกับเรื่อง เวิร์ค ไลฟ์ บาลานซ์ จึงนับเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้บริหารทุกท่านควรตระหนักให้มากที่สุด ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันปัญหาพนักงานไม่ทุ่มเทให้กับองค์กรนั่นเอง

อย่างที่บอกว่าปัญหาที่พบส่วนใหญ่นั้นมาจากการที่องค์กรมักให้พนักงานทุ่มเทกับการทำงานเพื่อให้ได้ผลลัพธ์มากขึ้น โดยที่ลดการใช้ทรัพยากรลง ซึ่งการกระทำเช่นนี้ก่อให้เกิดการแบกรับภาระในเนื้องานมากกว่าเดิมของพนักงาน แถมยังส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยัง Work Life Balance จนทำให้พนักงานทำงานได้อย่างไม่เต็มประสิทธิภาพอีกด้วย ซึ่งจากผลสำรวจแล้วพบว่า พนักงานที่องค์กรของตนเองมีการสนับสนุนเรื่อง Work Life Balance จะมีความรู้สึกในแง่บวกกับองค์กร และต้องการทำงานให้ดีมากขึ้นไปอีกระดับนึง ในขณะที่พนักงานของบางองค์กรจะรู้สึกว่าตนเองไม่ได้รับค่าจ้างที่เป็นธรรม หากองค์กรไม่สนับสนุนในเรื่อง Work Life Balance

ทำอย่างไรถึงจะมี Work Life Balance ที่ดีกว่าเดิม

ผู้เชี่ยวชาญได้เสนอวิธีในการทำงานเพื่อแก้ปัญหา Work Life Balance ที่น้อยลง โดยแนะนำว่าให้องค์กรต่างๆ นำเทคโนโลยีมาใช้ให้เกิดประโยชน์ พร้อมกันนี้ยังควรมีการทำงานนอกสถานที่ให้มากกว่าเดิม หรืออาจจะเพิ่มความยืดหยุ่นสำหรับเวลาการทำงานเพื่อไม่ให้พนักงานตึงเครียดมากจนเกินไปนัก วิธีนี้นอกจากจะเป็นการแก้ปัญหาเบื้องต้นแล้ว ผู้เชี่ยวชาญยังแนะนำให้องค์กรแก้ปัญหาระยะยาวด้วยการส่งเสริมให้พนักงานทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมกันนี้ยังแนะนำให้องค์กรส่งเสริมการเรียนรู้ให้กับพนักงานเพื่อพัฒนาศักยภาพขึ้นไปอีกระดับนึง เพื่อให้พนักงานมีเวลาเป็นส่วนตัวมากกว่าเดิม และรู้สึกในแง่บวกกับองค์กรมากยิ่งขึ้น

เคล็ดลับในการรักษาสมดุลชีวิต (Work Life Balance),Rabbit Today

เคล็ดลับในการรักษาสมดุลชีวิต

การรักษาสมดุลในชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัวนั้น นอกจากต้องอาศัยความช่วยเหลือจากองค์กรหรือบริษัทแล้ว ตัวพนักงานเองก็ควรที่จะรักษาสมดุลในชีวิตด้วยตัวเองด้วย 

1. บริหารเวลาให้เป็น

ทุกคนมีเวลาเท่ากันคือ 24 ชั่วโมงต่อวัน การบริหารเวลาให้มีประสิทธิภาพสูงสุดเพื่อให้เกิดประโยชน์ จึงเป็นสิ่งที่พนักงานทุกคนควรทำให้ได้ หากปล่อยปละละเลยให้เวลาหมดไปโดยเปล่าประโยชน์ สิ่งที่มุ่งหวังไว้ก็ไม่สำเร็จได้อย่างแน่นอน สุดท้ายพนักงานที่บริหารเวลาไม่เป็นก็จำต้องทำงานล่วงเวลาหรือต้องนำงานกลับไปทำที่บ้าน จนส่งผลกระทบต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ นั่นก็คือการมีเวลากับครอบครัวน้อยลงไป 

สำหรับการบริหารเวลานั้น ควรเริ่มต้นด้วยการฝึกฝนพร้อมอาศัยประสบการณ์ที่ผ่านมา โดยเริ่มต้นจากการให้ความสนใจในด้านของการบริหารเวลามากกว่าเดิม หรืออาจจะใส่ใจให้มากเท่ากับงานที่ต้องรับผิดชอบในแต่ละวัน หากมีการบริหารจัดการเวลาที่ดี แล้วคุณจะพบว่าเวลา 24 ชั่วโมง ก็เพียงพอสำหรับการทุ่มเทให้กับงานและทุ่มเทให้กับชีวิตครอบครัวแล้วล่ะ

2. ไม่ละเลยสุขภาพของตัวเอง

การรักษาสุขภาพเปรียบได้กับการรักษาต้นทุนชีวิตของเราเอง ยามที่ร่างกายแข็งแรง มนุษย์ทั่วไปมักละเลยการดูแลสุขภาพ แต่กลับจะตระหนักได้ถึงความสำคัญของสุขภาพก็ต่อเมื่อร่างกายอ่อนแอ หรือล้มป่วยแล้ว หากต้องการรักษาสุขภาพมากกว่าเดิม สิ่งที่ทุกคนไม่ควรมองข้ามก็คือ การตรวจสุขภาพประจำปี หรืออาจจะนั่งสมาธิ รวมถึงการออกกำลังกาย เพราะสิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป็นการรักษาต้นทุนชีวิตให้คงอยู่ เมื่อสุขภาพกายแข็งแรง สมองก็จะแจ่มใส และก่อให้เกิดประสิทธิภาพในการทำงานมากยิ่งขึ้น

3. ยืดหยุ่นเวลาทำงานและความสมดุลในชีวิต

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน หรือเรื่องส่วนตัว ก็ล้วนแต่เป็นสิ่งที่เราต้องให้ความสำคัญ นอกจากนี้เรายังจำเป็นต้องรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่อาจจะเกิดขึ้นได้ทุกเวลา หากช่วงใดที่งานเร่ง ทุกคนก็อาจทุ่มเทเวลาให้กับการทำงานมากกว่าเดิม แต่เมื่องานเสร็จลงแล้ว การพักผ่อนและการให้รางวัลกับชีวิตตัวเองก็นับเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม 

การสร้างความสมดุลในการทำงานและชีวิตครอบครัว แม้จะมีหลายสิ่งที่แตกต่างกันออกไป แต่ด้วยชีวิตที่มีมากกว่าหนึ่งมิติ การทำความเข้าใจชีวิตให้ครบทุกมิติ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้เกิดความสุขครบถ้วนทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านความรัก หรือด้านความสัมพันธ์กับคนในครอบครัว ซึ่งถ้าคุณสามารถสร้าง Work Life Balance ในชีวิตตัวเองได้ละก็ รับรองว่าจะเกิดความสุขอย่างยั่งยืนในชีวิตแน่นอน



Advertising