ชีวิตและการงาน

อยู่ง่ายแต่ไม่มักง่าย

Published 8 ส.ค. 2019

By คำ ผกา

stand-on-ones-own-feet-banner

ได้อ่านสเตตัสจากน้องคนหนึ่งที่เพิ่งเลิกกับแฟนเกี่ยวกับความไม่คุ้นเคยกับการที่ต้องดูแลตนเอง 

เช่น การต้องนั่งแท็กซี่กลับบ้านตามลำพังในวันที่รถติดมหาโหด--อันทำให้ฉันเดาว่า ถ้ายังไม่เลิกกับแฟน ในคืนก่อนวันหยุดที่ต้องเลิกงานดึก และรถติดอย่างบ้าคลั่งนั้น ทุกอย่างจะราบรื่นไปได้ด้วยการมีแฟนมารับ หรือการพยายามทำอาหารง่ายๆ กินด้วยตนเอง เช่น ผัดมาม่า หรือการจับแพะชนแกะของที่มีอยู่ในตู้เย็นมาผสมผเสพอกล้อมแกล้มว่าเป็นอาหาร ทำให้เราเดาต่อไปได้ว่า เมื่อครั้งยังมีแฟน แฟนน่าจะเป็นคนดูแลจัดการเรื่องเหล่านี้ให้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง

น้องคนนี้เป็นผู้หญิงทำงาน มีแฟนเป็นฟรีแลนซ์อยู่บ้าน และโดยปริยายที่คนซึ่งอยู่บ้านจะรับหน้าที่ซักผ้า ทำความสะอาดบ้าน ทำอาหาร เรียกได้ว่าเป็น ‘หลังบ้าน’ หรือหน่วยซัพพอร์ต เพื่อให้คนที่ทำงานอยู่นอกบ้านนั้น สบายกายสบายใจ ไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง

ทีนี้จะด้วยเหตุผลใดก็แล้วแต่ เมื่อวันหนึ่งความสัมพันธ์นั้นจบลง--นอกจากความโศกเศร้า เสียใจใดๆ แล้ว สิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่งคือการมานั่งคิดว่า ถ้ามีเขาอยู่เราคงไม่ลำบากแบบนี้ หรือ เราน่าจะมีอาหารที่ดีกว่านี้กินในวันหยุด ตรงกันข้าม ฉันคิดว่า เราเสียแฟนได้ เสียผัว เสียเมียได้ แต่เราเลือกที่จะไม่สูญเสียคุณภาพชีวิตได้

ถ้าเรามีแฟนที่คอยขับรถรับ-ส่ง เมื่อไม่มีเขาแล้ว เราก็มีสารพัดบริการจาก Grab หรือ Line Taxi ถ้าวันที่รถติดเป็นภัยพิบัติ เราควรเลือกเช่าโรงแรมใกล้ที่ทำทำงาน แล้วนอนค้างเสียเลย หาโรงแรม หรือโฮสเทล เกสต์เฮาสต์ ที่มีอาหารอร่อย มีสปาดีๆ ก็ยิ่งเก่ไก๋ ถือเป็น Staycation ไปในตัว

เมื่อไม่มีแฟนคอยไปจ่ายตลาด ซื้อกับข้าวให้ เราก็ควรหันไปใช้บริการไลน์แมน หรือแอปพลิเคชั่นอันหลากหลายของสมัยนี้ที่ให้บริหารไปช้อปปิ้งในซูเปอร์มาร์เก็ตต่างๆ ให้เรา

เมื่อไม่มีแฟนคอยซักเสื้อผ้าให้ ก็จงหาร้านซัก-รีดที่มีคุณภาพ ไว้ใจได้มาแทนที่ หรือเลือกซื้อเครื่องซักผ้าคุณภาพสูง ซื้อเครื่องอบผ้า เพราะการมีเครื่องซักผ้า และเครื่องอบผ้าจะทำให้งานซักรีดเป็นประหนึ่งกิจกรรมคลายเครียด

เมื่อไม่มีแฟนคอยทำอาหาร ก็ควรเรียนรู้วิธีที่จะจัดการกับชีวิตให้มีอาหารดีๆ กินได้ทุกมื้อ ตั้งแต่การเลือกสั่งอาหารจากร้านอร่อย เช่น ใน 1 สัปดาห์ เราอาจเลือกสั่งอาหารเหนือ อาหารใต้ สั่งขาหมู สั่งเป็ดย่าง จากร้านข้าวแกง หรือร้านอาหารออนไลน์ที่มีอยู่อย่างดาษดื่น แล้วใส่ช่องฟรีซเป็นเบสเอาไว้ จากนั้นในตู้เย็น มีหมูสับ ไข่เป็ด ไข่ไก่ มีผัก ผลไม้อย่างละนิดละหน่อย เพื่อนำมาประกอบร่างเป็นอาหาร 1 มื้อ เช่น มื้อไหนแกะแกงไตปลา ก็อาจจะเจียวไข่เพิ่ม มีผักสดอย่างแตงกวา มะเขือเปราะแนมไป หุงข้าวหอมมะลิร้อนๆ แค่นี้เราก็มีอาหารอร่อยเต็มสำรับโดยไม่ต้องมีแฟน ไม่ต้องเหนื่อย ไม่ต้องใช้เวลามาก

อีกมื้ออาจจะอุ่นขาหมู หุงข้าว จัดสลัดผักสดชามโตๆ พริกขี้หนูสด กระเทียมสด น้ำส้มพริกตำ

อีกมื้ออาจจะหุงข้าวร้อนๆ ตักใส่ชามสวยๆ อุ่นเป็ดย่างเจ้าอร่อยโปะลงไป กินแนมขิงดอง สลัดผักต้มไข่ต้ม ถ้าขยันอาจทำซุปเต้าเจี้ยวง่ายๆ (ทำเสร็จภายใน 5 นาที) แค่นี้ก็ได้อาหารหน้าตาเก๋ๆ รสชาติดี กินอย่างหรูหรา โดยเหงื่อไม่ตกสักหยดเดียว

มันจริงที่ว่าทั้งหมดนี้ไม่ใช่แก่นสารของการมีแฟน คนที่สะท้อนใจว่า ถ้าแฟนอยู่ เราคงไม่ต้องซักผ้า เราคงไม่ต้องกลับบ้านคนเดียว เราคงไม่นั่นไม่นี่ ท้ายที่สุดมันคือความเหงา ความคิดถึง ความเฟล ว่าทำไมแฟนถึงทิ้งเราไป ทำไมต้องเป็นเรา แต่อย่างน้อยที่สุด การที่เรายังสามารถจัดการชีวิต รักษาคุณภาพชีวิต ยกระดับคุณภาพชีวิตประจำวันของเราในเรื่องการกิน การนอน การออกกำลังกาย การสันทนาการ การท่องเที่ยว การเดินทางไปทำงานได้เป็นอย่างดี ก็เท่ากับว่าเราได้ทำให้ชีวิตเรามีความสุขในส่วนที่ไม่ใช่ความ ‘เหงา’ อันเราควบคุมไม่ได้

การอยู่ให้เป็นอยู่ให้ดีในทัศนะของฉันคือการที่เราสามารถตั้งสติและมองเห็นว่าอะไรคือ Priority ของชีวิตที่พึงได้รับการจัดการแก้ไขก่อน จากนั้นมาดูว่า การเลือกจัดการอะไรในชีวิตนั้นให้เลือกจัดการส่วนที่เราควบคุมได้เสียก่อน เรียงลำดับเรื่องที่ต้องทำก่อน–หลัง เช่นนี้ ถ้าชีวิตมีความทุกข์ยาก 10 อย่าง อย่างน้อย 4 อย่าง หรือ 5 อย่าง ที่เราควบคุมได้ก็ได้รับการสะสาง

จากการที่ทุกข์ด้วยเรื่อง 10 เรื่องก็เหลือเรื่องให้ทุกข์เพียง 5 เรื่อง

แค่นี้ก็ถือว่าชีวิตดีขึ้นอย่างมากมายก่ายกองแล้ว

ลองดูนะ ว่าเวลาที่ชีวิตมีปัญหา ให้ลองจัดการจากเรื่องที่เป็นรูปธรรม แล้วค่อยไปหานามธรรม จัดการจากเรื่องง่ายแล้วค่อยไปเรื่องยาก จัดการจากเรื่องหยาบ แล้วค่อยไปเรื่องละเอียด ที่สำคัญอย่าเอาทุกเรื่องมาปนกัน มันจะเวียนหัวโดยไม่จำเป็น

อยู่เป็นคืออยู่ง่ายแบบไม่มักง่าย--ท่องไว้เป็นคาถา



Advertising