ชีวิตและการงาน

Smart City เมืองจะฉลาดไปทำไม

Published 12 ก.พ. 2019

By พนิต ภู่จินดา

Smart-City-smart-living-Rabbit-Today-banner

กระแสการพัฒนาเมืองในปัจจุบันมีคำหนึ่งที่ถือว่าเป็นคำใหม่สำหรับประชาชน คือคำว่า Smart City ที่ได้รับการแปลเป็นภาษาไทยว่า เมืองอัจฉริยะบ้าง เมืองฉลาดบ้าง

หน่วยงานภาครัฐและเอกชนของประเทศไทยก็ให้ความสำคัญกับการเป็น Smart City เป็นอย่างมาก มีนโยบายและมาตรการสนับสนุนโดยสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล ภายใต้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยมีพื้นที่นำร่อง 7 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ภูเก็ต เชียงใหม่ ขอนแก่น ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา 

และมีแผนจะขยายให้ครอบคลุมทั้ง 77 จังหวัดภายใน 5 ปี โดยมีหลักการ 4 ประการ คือ เรื่องการบริหารจัดการพลังงานและพลังงานทดแทน เรื่องเทคโนโลยีสารสนเทศ เรื่องข้อมูลเปิด และเรื่องการเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ 

Smart City ในประเทศไทยจึงเป็นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานอันทันสมัยและมีเทคโนโลยีสูงเรื่องพลังงาน และเน้นที่ระบบอินเทอร์เน็ต เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้มากที่สุด

ผู้เขียนได้มีโอกาสไปร่วมงาน Smart City Expo World Congress 2018 ปรากฏว่าแนวทาง Smart City ของเมืองและประเทศต่างๆ ในโลกในปีนี้มาในแนวเดียวกันหมด เขาแปลความว่า Smart City = Smart Sharing ไม่ได้เน้นที่เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต โทรศัพท์มือถืออันทันสมัย

แต่กลับมองว่า Smart City มุ่งสร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้กับประชากรเมือง ที่มีประเด็นปัญหาหลักในอนาคต คือ ประชากรเมืองจะเพิ่มขึ้นอีกมากด้วยการอพยพย้ายถิ่นฐานจากพื้นที่ชนบทเข้ามาสู่เมืองอย่างต่อเนื่อง ทำให้ทรัพยากรต่าง ๆ ในเมืองมีไม่เพียงพอต่อการตอบสนองประชากรเมืองที่เพิ่มขึ้น ดังนั้นจึงใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือที่จะนำไปสู่ Sharing หรือการจัดสรรปันส่วนการใช้ทรัพยากรเมืองอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ประชากรเมืองทุกคนมีทรัพยากรเพียงพอต่อความต้องการ และสามารถต่อยอดไปสู่พัฒนาการทางเศรษฐกิจและสังคมที่ดีต่อไปได้ 

ดังนั้น เนื้อหาที่แต่ละประเทศนำมาแสดงจึงให้ความสำคัญกับการจัดสรรแบ่งปัน เช่น Smart Parking เพื่อจัดสรรการใช้งานที่จอดรถในเมืองอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วย Application ที่แจ้งให้ผู้ขับขี่ทราบว่าจะไปจอดรถบริเวณใดโดยไม่ต้องวนหาหรือไปแล้วที่จอดรถเต็ม 

Smart Bus ที่สามารถจัดการระบบขนส่งมวลชนขนาดเล็กเพื่อสามารถจัดบริการตามความต้องการของผู้โดยสารที่มีต้นทางและปลายทางใกล้เคียงกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ Smart Home ที่จะจัดการการใช้สาธารณูปโภคในบ้านได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถตรวจสอบว่าคนที่อยู่ในบ้านยังปลอดภัยดีด้วยการวัดการใช้งานไฟฟ้าประปา 

หรือ Smart Pollution Detection โดยพัฒนาเครื่องมือวัดสภาพอากาศให้มีขนาดเล็กลงเท่ากับกระดิ่งรถจักรยาน แล้วเอาไปติดตามเสาไฟฟ้า รถประจำทาง และรถจักรยานให้เช่า เพื่อให้รายงานคุณภาพอากาศมายังเทศบาลเมือง จะได้ป้องกันและบรรเทาปัญหาสภาพอากาศได้อย่างทันกับสถานการณ์จริง

แนวทาง Smart City ของโลกแสดงให้เห็นว่า เทคโนโลยีและเครื่องมือที่คนไทยเรียกกันว่า ‘อัจฉริยะ’ ทั้งหลาย เป็นเพียงแค่เครื่องมือหรือทางผ่านไปสู่เป้าหมายหลักของประชากรเมือง คือการมีคุณภาพชีวิตเมืองที่ดี สามารถรองรับสถานการณ์ที่ประชากรเมืองจะเพิ่มขึ้นมาก จึงต้องบริการจัดการทรัพยากรเมืองที่มีจำกัด ทำให้มีการจัดสรรปันส่วนอย่างมีประสิทธิภาพ เท่าเทียม ทั่วถึง และเป็นธรรม แต่ละเมืองจึงตั้งเป้าหมายทางเศรษฐกิจและสังคมตามศักยภาพและข้อจำกัดของตนเองมาเป็นลำดับแรก เพื่อระบุประเด็นที่ต้องการพัฒนาให้เกิดการจัดสรรปันส่วนทรัพยากร จากนั้นจึงค่อยเลือกวิธีการ เครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่มีความอัจฉริยะเพื่อช่วยให้บรรลุเป้าหมาย 

แต่พอหันกลับมามองแนวทางการพัฒนา Smart City ของประเทศไทย เราเริ่มต้นที่เทคโนโลยีอันทันสมัย โดยไม่รู้ว่าเรามีเป้าหมายอย่างไร จึงเกิดการลงทุนในการพัฒนาเครื่องมืออัจฉริยะต่างๆ อย่างไร้ทิศทาง หรืออาจจะเป็นเพราะเราขาดองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดของการเป็น Smart City ก็คือ Smart People นั่นเอง



Advertising