ชีวิตและการงาน

เรา Smart พอที่จะอยู่ใน Smart City แล้วหรือยัง

Published 2 เม.ย. 2019

By พนิต ภู่จินดา

ready-for-smart-city-smart-living-Rabbit-Today-banner

คำว่า Smart City เมืองฉลาด หรือเมืองอัจฉริยะ เป็นคำที่เราได้ยินกันบ่อยๆ ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา 

นัยว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาเมืองต่อไปในอนาคต สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลได้อธิบายไว้ว่า ‘Smart City คือเมืองที่ได้ถูกออกแบบมาให้สามารถตอบโจทย์การใช้ชีวิตของผู้คน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงการนำพลังงานทดแทนมาใช้เพื่อพัฒนาส่วนโครงสร้างของเมือง’ 

แปลความว่าเมืองนี้จะเป็นเมืองที่เหมาะสมกับสถานการณ์ในอนาคตที่ประชากรเมืองเปลี่ยนแปลงไป และสามารถตอบรับประเด็นสำคัญในอนาคต เช่น การขาดแคลนทรัพยากรธรรมชาติ การใช้พลังงานอย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ และเป็นอยู่อย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

คำจำกัดความข้างบนนี้ดูนามธรรมเข้าใจยากจังเลย เปลี่ยนแนวมาทำความเข้าใจจากกรณีศึกษากันดีกว่า ปีที่แล้วสิงคโปร์ได้รับรางวัล World’s Smart City 2018 ในงานประชุม Smart City Expo World Congress ด้วยเหตุที่ว่า รัฐบาลสิงคโปร์นำเทคโนโลยีอัจฉริยะทั้งหลายมาใช้กับทุกองค์ประกอบของเมือง ไม่ว่าจะเป็นการบริการจัดการรถประจำทางในเมืองด้วยเทคโนโลยีการเก็บข้อมูล คำนวณและควบคุมการเดินรถ การพัฒนาช่องทางการประสานงานระหว่างครูและผู้ปกครองนักเรียนแบบ Real-time หรือการคาดการณ์โอกาสและตำแหน่งของการแตกรั่วของท่อน้ำประปาใต้ดินเพื่อจะได้ป้องกันได้ก่อนเกิดความเสียหาย 

โดยเทคโนโลยีทั้งหลายที่สิงคโปร์นำมาใช้ก็เพื่อให้รัฐบาลสามารถบริการจัดการเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยมีเป้าหมายสูงสุดคือ ‘คุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน’ ทั้งในมิติของการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจ การลดการใช้ทรัพยากรอย่างสิ้นเปลือง การประหยัดต้นทุนและเวลาเพื่อให้มีเงินเหลือไปใช้สอยและมีเวลาพักผ่อนมากขึ้น 

พอเข้าใจหลักการของ Smart City แล้วก็ย้อนกลับไปเปรียบเทียบกับวิถีชีวิตของประชาชนในภาคพื้นยุโรป พบว่าหลายๆ ประเทศไม่ได้ให้ความสำคัญกับ Smart City มากนัก แต่กลับให้ความสำคัญกับ Smart Community & Smart People อย่างเช่น ประเทศเยอรมนีมุ่งการทำ Smart City ด้วยการใช้เทคโนโลยีมาช่วยให้บริการสาธารณะมีประสิทธิภาพสูงขึ้น และช่วยให้ประชาชนทำงานสะดวกขึ้น รวดเร็วขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น 

และที่สำคัญ ‘ทำให้ประชาชนไม่ต้องใช้เวลาทำงานนานเกินควร จะได้มีเวลาไปใช้ชีวิตที่มีคุณภาพดี อยู่กับครอบครัว ทำงานอดิเรก เที่ยว ฯลฯ ที่เป็นการเสริมให้มีคุณภาพชีวิตนอกเวลางานที่ดีควบคู่ไปกับการทำงานที่ดี’ สรุปความได้ว่า ภาครัฐนำเทคโนโลยีอัจฉริยะทั้งหลายมาทำให้โครงสร้างพื้นฐานและบริการภาครัฐที่เป็นฐานในการประกอบธุรกิจและดำรงชีวิตของประชาชนมีประหยัดและมีประสิทธิภาพสูงขึ้น ส่วนประชาชนก็ใช้เทคโนโลยีเพื่อให้ทำงานได้ดีขึ้น ลดเวลาในการทำงานแต่ได้ผลงานเท่าเดิมหรือมากกว่า แล้วเอาเวลาที่เหลือไปใช้ชีวิตส่วนตัวให้ดีขึ้นตามอัธยาศัยของแต่ละคน

ย้อนกลับมาดูประเทศไทย Smart City ถูกจุดพลุขึ้นมาว่าจะเป็นทางรอดของเมืองในอนาคต มีงบประมาณและโครงการอัจฉริยะทั้งของภาครัฐและเอกชนเกิดขึ้นมากมาย แต่ผลลัพธ์ที่ได้ยังน่าขบขันอยู่มาก ไม่ว่าจะเป็นบัตรประชาชนแบบที่มีข้อมูลอยู่ในชิปบนบัตร ธนาคารทุกแห่งมีเครื่องอ่านชิป สามารถทำธุรกรรมได้โดยง่าย แต่หน่วยงานรัฐผู้ออกบัตรกลับไม่มีเครื่องอ่านชิปของตัวเอง ต้องทำสำเนาบัตรประชาชนกันอยู่เรื่อย 

ใบขับขี่บนแอปพลิเคชั่นที่จัดทำโดยหน่วยงานผู้ออกใบขับขี่ แต่กลับไม่ได้รับการยอมรับโดยตำรวจจราจร ส่วนภาคเอกชนแทนที่จะใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะเพื่อให้ใช้เวลาทำงานลดลง แต่กลับเอาเทคโนโลยีเหล่านั้นมาทำให้ตัวเองทำงานได้มากขึ้น ทำงานได้ทุกที่ทุกเวลา ชีวิตส่วนตัวและเวลาพักผ่อนกลับลดลงกว่าก่อนที่จะมีแนวคิด Smart City เสียอีก

ก็ย้อนกลับไปในหลักการของ Smart City ว่ามันต้องถูกสร้างและใช้งานโดย Smart People ไม่ใช่คนที่ยังมีความคิดแบบเดิมๆ แล้วเพิ่มเทคโนโลยีเข้าไปเท่านั้นเอง



Advertising