ชีวิตและการงาน

ปั๊มน้ำมันในเมืองหายไปไหน

Published 5 ก.พ. 2019

By พนิต ภู่จินดา

petrol-station-smart-living-Rabbit-Today-banner

เมื่อราวสองเดือนที่ผ่านมา มีข่าวว่าบริษัทน้ำมันแห่งหนึ่งได้เปิดสถานีบริการน้ำมันที่ใช้ตู้จ่ายระบบดิจิทัลแบบแขวนไว้บนเพดาน แต่ต่างจากปั๊มน้ำมันแบบเดิมที่มีตู้จ่ายน้ำมันอยู่บนดิน 

เป้าหมายของสถานีบริการน้ำมันแบบใหม่นี้ก็เพื่อลดปัญหาความสับสนของคนขับรถว่าถังน้ำมันของรถฉันอยู่ด้านไหนนะ ถ้าเข้าผิดข้างก็ต้องถอยกันวุ่นวายอีก แต่ปั๊มน้ำมันแบบแขวนหัวจ่ายไว้บนเพดานไม่ใช่เรื่องใหม่ในโลก เมืองใหญ่ในโลกก็ใช้กันทั่วไป เนื่องจากทั้งช่วยลดปัญหาว่าถังน้ำมันอยู่ฝั่งไหน และช่วยประหยัดพื้นที่ของปั๊มน้ำมันให้มีขนาดเล็กลงได้ เหมาะกับพื้นที่เมืองขนาดใหญ่ที่มีที่ดินจำกัด

แล้วก็ทำให้นึกขึ้นได้ว่า เดี๋ยวนี้ปั๊มน้ำมันในพื้นที่ชั้นในของกรุงเทพมหานครหายากจังเลย ลองขับรถหาดูแถวถนนพระรามสี่ ปั๊มน้ำมันที่เคยเติมกันประจำปิดตัวไปหลายแห่ง ขับรถดูต่อไปเรื่อยๆ อ้าวโชว์รูมรถในเมืองก็หายไปหลายแห่งด้วย กลายเป็นที่ตั้งโครงการคอนโดมิเนียมทันสมัย คิดต่อไปว่าปั๊มน้ำมันกับโชว์รูมรถยนต์มีอะไรเหมือนกันบ้างนะ 

คำตอบคือ การเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ประมาณ 2 ไร่ขึ้นไป และมีการใช้ประโยชน์ที่ดินเดิมเป็นอาคารชั้นเดียว ตั้งอยู่บนถนนสายหลักของกรุงเทพมหานคร เนื่องจากมีทั้งเอารถขนส่งน้ำมันเข้ามาส่ง เอารถยนต์ใหม่เข้ามาด้วยรถใหญ่ และรองรับลูกค้าที่ขับรถยนต์ส่วนตัวมาเติมน้ำมันหรือมาใช้บริการโชว์รูมรถยนต์ เมื่อเมืองมีความต้องการใช้ประโยชน์ที่ดินมากขึ้น แนวทางปกติคือการขยายตัวทางตั้งในเขตกลางเมืองเพื่อเป็นพาณิชยกรรมรูปแบบต่างๆ หรืออาคารชุดพักอาศัย ควบคู่ไปกับการขยายตัวทางราบของที่ชานเมือง เพื่อเป็นที่อยู่อาศัยหนาแน่นน้อย 

ในทางกลับกัน ธนาคารสาขาต่างๆ ที่ปิดตัวลง แล้วทดแทนด้วยสาขาย่อยในศูนย์การค้ากลับยังปิดตายอยู่ ไม่ได้ถูกเปลี่ยนแปลงไปสู่การใช้ประโยชน์ที่ดินรูปแบบใหม่ ทั้งๆ ที่ทำเลที่ตั้งก็ไม่ต่างจากปั๊มน้ำมันและโชว์รูมรถยนต์แต่อย่างใด บางที่ตั้งอยู่ข้างๆ กันด้วยซ้ำ เหตุผลก็คือขนาดแปลงที่ดินธนาคารสาขามีขนาดไม่เกิน 1 ไร่ โดนกฎหมายควบคุมอาคารเรื่องพื้นที่ถอยร่นรอบอาคารตามกฎหมายแล้วก็เหลือพื้นที่ที่ก่อสร้างได้ไม่คุ้มค่า 

คิดง่ายๆ ว่า ที่ดิน 1 ไร่ ขนาด 40x40 เมตร ถ้าจะสร้างอาคารขนาดใหญ่พิเศษให้คุ้มกับศักยภาพทำเลที่ตั้งบนถนนสายหลักกลางเมือง ก็จะต้องมีระยะถอยร่นตามกฎหมายด้านหน้า 12 เมตร ด้านข้างและด้านหลังอีก 6 เมตร ทำให้เหลือพื้นที่สร้างอาคารได้เพียง 22x28 เมตรเท่านั้น คิดเป็นพื้นที่สร้างอาคารได้เพียง 38.5% ของแปลงที่ดิน 1 ไร่ แต่ถ้ามีที่ดินขนาดใหญ่กว่า 1 ไร่ แต่ระยะร่นตามกฎหมายก็ยังเท่าเดิม ทำให้มีความคุ้มค่าในการพัฒนามากขึ้นตามขนาดที่ดินที่เพิ่มขึ้น

ปรากฏการณ์ที่ปั๊มน้ำมันและโชว์รูมรถยนต์กลางเมืองได้รับความสนใจจากบริษัทพัฒนาที่ดินทั้งหลายที่จะซื้อหรือเช่าระยะยาวเพื่อนำที่ดินที่ใช้ประโยชน์อย่างไม่สอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่ที่เพิ่มขึ้นมากจากการพัฒนาเมือง แต่ธนาคารสาขากลับไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ทั้งๆ ที่มีทำเลที่ตั้งแบบเดียวกัน รวมไปถึงตึกแถวต่างๆ ที่มีขนาดหน้ากว้าง 4 เมตร ลึก 12-16 เมตร ที่ถูกทิ้งร้างบนถนนสายหลัก 

แสดงให้เห็นว่า นอกจากมีแรงผลักดันจะปรับเปลี่ยนพื้นที่กลางเมืองจากอาคารเตี้ยเป็นอาคารสูงแล้ว ยังต้องเข้าใจว่าขนาดแปลงที่ดินแบบเดิมบางประเภทก็ไม่เอื้ออำนวยต่อความต้องการในการพัฒนายุคปัจจุบันอีกต่อไป ต้องมีการรวมแปลงที่ดินจากขนาดเล็กแบบเดิมมาเป็นขนาดใหญ่ขึ้นเพื่อให้สามารถก่อสร้างอาคารได้ผลตอบแทนสอดคล้องกับศักยภาพและราคาที่ดินกลางเมือง การรวมโฉนดแบบนี้เอกชนทำเองฝ่ายเดียวไม่ได้ หน่วยงานภาครัฐต้องเข้ามาช่วยผลักดัน ทั้งการแก้ไขกฎหมายและการสร้างแรงจูงใจในการสร้างความร่วมมือกันระหว่างเอกชน แต่ถ้ารัฐไทยยังมัวแต่คิดขยายเมืองทางราบไปเรื่อยๆ ก็ไม่มีทางที่จะแก้ปัญหาอาคารร้างในพื้นที่กลางเมืองได้แน่นอน 


AUTHOR :

พนิต ภู่จินดา
พนิต ภู่จินดา
รศ.ดร. พนิต ภู่จินดา หัวหน้าภาควิชาการวางแผนภาคและเมือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จะมานำเสนอเรื่องใกล้ตัวของชาว Urbanista ติดตามกันได้ในคอลัมน์ชีวิตและการงาน

Advertising