Published 1 เม.ย. 2019

By คำ ผกา

Moving-out-of-home-smart-living-Rabbit-Today-banner

เคยอ่านคอลัมน์ปรึกษาปัญหาชีวิตที่ไหนสักแห่งเมื่อนานมาแล้ว เกี่ยวกับเรื่องของการมีญาติพี่น้องที่ Toxic และผู้ให้คำปรึกษาก็ตอบได้น่าสนใจมาก อันจะสรุปได้สั้นๆ ว่า

ใช่--คนเราเกิดมาจากพ่อจากแม่ มีครอบครัวที่เราผูกพันกันทางสายเลือด แต่นั่นไม่ได้แปลว่า ถ้าคุณได้รับความเดือดร้อนจากคนในครอบครัว ถูกเอารัดเอาเปรียบ ถูกกระทำ ถูกทำร้ายในลักษณะต่างๆ คุณจะต้องทน เพียงเพราะเขาเป็นพ่อคุณ แม่คุณ หรือพี่น้องร่วมสายเลือดกับคุณ 

ตรงกันข้าม ถ้าครอบครัวทำความเดือดร้อนให้คุณมากๆ ทางที่ดีที่สุดคือ คุณควรจะหนีไปให้ไกลที่สุด หรือ หาทางออกห่าง ตัดขาดจากครอบครัวเสีย เพื่อไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ และจงอย่าลืมว่า คนเรามีครอบครัว 2 แบบ นั่นคือ ครอบครัวตามสายเลือด (ที่เราเลือกไม่ได้และไม่ได้เลือก) และครอบครัวที่เราเลือกเอง หรือ Family by Choice

ฉันไม่แน่ใจว่า เราควรจะเชื่อคำแนะนำนี้แค่ไหน แต่คงไม่มีใครปฏิเสธว่า พื้นที่ของครอบครัวเป็นพื้นที่มีทั้งความรักและความชังอยู่คู่กันไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

ถ้าใครมีครอบครัวที่รักกัน ช่วยเหลือ ดูแลกัน เข้าใจกัน สนับสนุนกัน ส่งเสริมกัน ไม่ซ้ำเติมกัน ไม่เอารัดเอาเปรียบกัน ไม่โกงมรดกกัน ไม่แย่งสมบัติกัน ไม่มีพ่อแม่ที่เข้ามาครอบงำชีวิต ไม่มีพ่อแม่ที่มาฝากความหวังอะไรไว้กับลูกเกินไป ไม่มีพ่อแม่ที่วันๆ เอาแต่ทวงบุญคุณ หรือไม่มีพ่อแม่ที่คอยตั้งกฎเกณฑ์ว่า ต้องมาเจอ มากินข้าว มาพาไปเที่ยว ฯลฯ ก็ต้องถือว่าโชคดี 

แต่ถ้าบังเอิญเรามีครอบครัวที่ Abusive ในทางใดทางหนึ่ง เช่น โตจนอายุ 40 แล้ว แม่ยังเฝ้าห่วงเฝ้าหวง ไม่ยอมให้ไปไหนให้คลาดสายตา หรือเป็นลูกที่มีพ่อขี้เมา ไถแต่เงิน เมาสุราอาละวาด หรือ มีพี่มีน้อง หาแต่เรื่องเดือดร้อนเข้าบ้าน ไปโกงเงินคนอื่น แล้วเราต้องคอยหาเงินใช้หนี้ ไม่ทำ พ่อแม่ก็ร้องห่มร้องไห้ว่า ไม่ช่วยเหลือครอบครัว หรือบางคนมีแม่ที่เรียกร้องงอแง เอาแต่ใจ อย่างไม่มีเหตุผล ถลุงเงินลูกราวกับลูกเป็นตู้เอทีเอ็มเคลื่อนที่ บางพ่อแม่ก็มีความสามารถที่จะทำให้ลูกอับอายขายขี้หน้าโดยวิธีต่างๆ อย่างไม่น่าเชื่อ

ถ้าต้องเจอกับสถานการณ์อย่างนี้ มันจะเป็นไปได้ไหมที่เราจะเลือกเดินออกมาจากครอบครัว แล้วเริ่มต้นชีวิตใหม่โดยทิ้งคนเหล่านี้ที่สัมพันธ์กับเราทางสายเลือดไว้ข้างหลัง

พูดเหมือนง่าย แต่ในทางปฏิบัติน่าจะยากมาก เพราะอย่างน้อย หากเราเป็นลูก สิ่งที่เราต้องเผชิญคือ กำแพงทางความคิดที่บอกเราว่า พ่อแม่ จะดีจะชั่ว เขาก็เลี้ยงเรามาตั้งแต่เกิด ดังนั้น เขาจึงมีบุญคุณกับเรา เพราะเขาทำให้เรามีชีวิต ได้เรียนหนังสือ มีงานทำมาจนถึงทุกวันนี้ เพราะฉะนั้น ไม่ว่าเขาจะร้ายหรือดี การทิ้งเขาไปเฉยๆ ย่อมทำให้เรารู้สึกลึกๆ เสมอว่าเราเนรคุณ เราคือลูกที่ใจไม้ใส้ระกำ และบาปนี้คงตามติดเราไปในทุกชาติภพ

หลายคนต้องช่วยเหลือ หรือรับภาระหนี้สินของพี่หรือน้อง ทั้งที่ตนเองไม่ได้เป็นผู้ก่อหนี้นั้นขึ้นมา แต่ก็ต้องช่วยในเงื่อนไขว่า ‘เพื่อความสบายใจของพ่อแม่’--อันเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นลูกกตัญญู

อย่างไรก็ตาม ฉันคิดว่าเราควรมี ‘สายกลาง’ สำหรับความสัมพันธ์กับครอบครัว พ่อและแม่ ที่เราหย่าร้าง เลิกรากับเขาไม่ได้ นั่นคือ ท้ายที่สุด เราควรตั้ง ‘ข้อจำกัด’ เอาไว้ สำหรับการอุทิศตนเพื่อทดแทนบุญคุณพ่อแม่ เช่น ต่อเวลา 1 เดือน หรือ 30 วัน เราจะให้เวลากับพ่อแม่กี่วัน--อะไรที่มากกว่านั้นโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร เราก็พึงถือว่า เป็นความชอบธรรมของเรา ที่จะมีชีวิตเป็นของตนเอง

ส่วนที่เป็นปัญหาอันเกิดจากสมาชิกครอบครัว เราควรตั้งเพดานไว้เลยว่า เราจะเข้าไปมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือกี่เปอร์เซ็นต์ และเรามีเพดานที่จะช่วยรับภาระค่าใช้จ่ายตรงนั้นเป็นร้อยละเท่าไรของรายได้ของเรา เช่น อาจจะตั้งเป็นงบประมาณค่าใช้จ่ายประจำเดือนไปเลยว่า จะหักเงินไว้ ร้อยละ 5 ของเงินเดือน แยกไว้อีกหนึ่งบัญชี และจะใช้เงินส่วนนี้ในการช่วยเหลือปัญหาในครอบครัว อะไรที่มากกว่านี้ ถือว่าเกินกำลังของเรา และเราจะไม่เข้าไปยุ่ง 

สำหรับฉัน การรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับครอบครอบครัวคือการรักษาระยะห่างที่เหมาะสมเอาไว้ให้ได้ และเราพึงระลึกเสมอว่า หลังจากบรรลุนิติภาวะแล้ว เราทุกคนพึงอยู่ให้ได้ด้วยตนเอง และมีหน่วยครอบครัวของตนเองซึ่งไม่ได้แปลว่าต้องแต่งงาน มีลูก

การเป็นผู้หญิง อยู่ตามลำพัง 1 คน ก็ถือเป็น 1 หน่วยครัวเรือน 1 หน่วยครอบครัว ที่ครอบครัวอื่นๆ ก็ต้องเคารพความเป็นส่วนตัวและความมีอิสระของเราในฐานะ 1 ครัวเรือน ด้วยเช่นกัน 

การไม่แต่งงาน ไม่ได้แปลว่า เราคือคนที่ว่างและพร้อมเสมอสำหรับการเข้าไปรับภาระของครอบครัวเก่าคือ ครอบครัวที่เป็นของพ่อและแม่

ดังนั้น การเดินออกไปจากครอบครัว ไม่ได้แปลว่า เราหันหลังให้ ไม่ไยดี ไม่ห่วงใย ไม่แคร์ แต่แปลว่า เราต้องพร้อมจะ ‘ออกเรือน’ และคำว่า ออกเรือน ไม่ได้แปลว่าแต่งงาน มีลูก แต่ออกเรือนแปลว่า การเติบโตเป็นมนุษย์ 1 หน่วยของตนและเป็นอิสระหลุดออกไปจากครอบครัวเดิม จากนั้นความสัมพันธ์ของเรากับครอบครัวเดิมย่อมสัมพันธ์กันแบบผู้ใหญ่ 2 คน แบบครอบครัว 2 ครอบครัว ที่เป็นอิสระต่อกันพึงจะสัมพันธ์กันอย่างเหมาะสม ไม่มีใครเอารัดเอาเปรียบใคร เพียงเพราะเราคิดว่าเขาเป็นพ่อแม่เรา หรือ เพราะเขาเป็นลูกเรา

สำหรับบางคน ความสัมพันธ์แบบนี้อาจฟังดูเลือดเย็นและไร้หัวใจ แต่สำหรับฉัน การจัดวางความสัมพันธ์เช่นนี้ ทำให้ได้ปลดแอกตัวเองจากพันธนาการของความรู้สึกผิดที่สังคมสร้างทิ้งไว้ให้ในนามของความกตัญญู ความรักไร้เงื่อนไข และความโรแมนติกของหน่วยครอบครัว พ่อ แม่ ลูก ที่ไม่มีอยู่จริง



Advertising