ชีวิตและการงาน

ดีลยังไง เมื่อลูกเป็นติ่ง คลั่งดารา บูชานักร้อง

Published 2 ก.ย. 2019

By อังศุมาลิน

ทำอย่างไรเมื่อลูกเป็นติ่งคลั่งดารา บูชานักร้อง

ช่วงนี้ศิลปินทั้งไทยและเทศ ต่างตบเท้ามาจัดคอนเสิร์ตที่เมืองไทยกันถี่ยิบ แฟนคลับที่มีงานทำ มีรายได้เป็นของตัวเองก็คงเปย์ได้ไม่ยากเย็น แต่ถ้าเป็นแฟนคลับที่อยู่ในวัยเรียน หรือยังไม่มีรายได้ ต้องเอ่ยปากขอจากพ่อแม่ผู้ปกครองกันใช่ไหมล่ะ

อย่าเพิ่งมองว่าการชื่นชอบและติดตามศิลปิน หรือที่เรียกกันว่า ‘ติ่ง’ เป็นเรื่องไร้สาระ เพราะมันเป็นสิ่งที่หล่อเลี้ยงจิตใจลูก ทำให้เขามีกำลังใจในการเรียน แต่แน่นอนว่าถ้าติ่งมากเกินไปก็ไม่ดีเช่นกัน เราจะสอนเขาอย่างไรล่ะ? มาดูวิธีดีลกับลูกที่เป็นติ่งคลั่งดารา บูชานักร้อง กันดีกว่า แล้วความสัมพันธ์ของคุณกับลูกจะเป็นไปได้ด้วยดี

1. รู้จักค่าของเงิน

ถ้าลูกของคุณมาขอเงินเพื่อไปซื้อบัตรคอนเสิร์ตหรือสินค้าของศิลปิน อันดับแรกคุณไม่ควรให้คำตอบแบบหักดิบ เช่น “แม่ไม่อนุญาตให้ลูกใช้เงินไปกับเรื่องไร้สาระ” เพราะลูกอาจจะไปขอยืมจากเพื่อน หรือลักขโมยได้ ทางที่ดีคุณควรเสนอทางเลือกว่า “ถ้าลูกสามารถทำงานหาเงินเองได้แล้ว อยากจะไปดูคอนเสิร์ตหรือซื้อสินค้าอะไรแม่ไม่ว่าเลย แต่ตอนนี้หนูยังเรียนอยู่ เอาอย่างนี้ดีไหม...” จากนั้น คุณอาจจะแนะนำให้เขาเลือกซื้อสินค้าที่ชอบเพียงหนึ่งชิ้น หรือบัตรคอนเสิร์ตที่ราคาไม่แพงเกินไป ต่อด้วยการสอนให้รู้จักเก็บหอมรอมริบ หรือหางานพิเศษทำ นอกจากจะได้เงินมาซื้อความสุขแล้ว ยังได้รู้จักการอดทนรอ และมีความภาคภูมิใจในตัวเองอีกด้วย

2. แบ่งเวลาให้เป็น

ผู้ใหญ่หลายคนมองว่าการเป็นติ่งจะทำให้เสียการเรียน เพราะมักใช้เวลาหมดไปกับการตามกรี๊ดศิลปิน แต่ถ้าคุณสอนลูกให้รู้จักแบ่งเวลา วางแผนบริหารจัดการชีวิตให้ถูกต้อง เรียนเป็นเรียน เล่นเป็นเล่น ติ่งเป็นติ่ง เช่น “ต้องทำการบ้านให้เสร็จก่อน แล้วจะให้ดูยูทูบหรือคลิปวิดีโอของศิลปิน” หรือ “วันนี้หลังจากเรียนพิเศษเสร็จแล้ว แม่อนุญาตให้ไปงานอีเวนต์ที่ห้างฯ ใกล้บ้านได้” เท่านี้ก็ไม่มีใครมาตำหนิได้แล้วละ

3. ไปดูคอนเสิร์ตกับลูก

ถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรง ลองตัดสินใจซื้อบัตรคอนเสิร์ตเพิ่มอีกสักใบ แล้วไปเย้วๆ กับลูกด้วยกันเสียเลย สบายใจหายห่วง ไม่ต้องคอยกังวลว่าลูกจะเดินทางอย่างไร จะเจอมิจฉาชีพระหว่างทางไหม และคุณก็จะได้ไปสัมผัสบรรยากาศแฟนคลับของศิลปินที่ลูกชื่นชอบว่ามีวัฒนธรรมอย่างไร เขาอาจจะแนะนำให้รู้จักกับเพื่อนๆ ติ่ง คุณก็สามารถฝากฝังให้ดูแลและช่วยเหลือกันและกัน นอกจากนี้ลูกก็จะรู้สึกว่าพ่อแม่ ‘เปิดใจยอมรับ’ ในสิ่งที่เขาชอบ และรู้สึกว่าเรากำลังคุยเรื่องเดียวกัน รับรองว่าต่อไปถ้าลูกของคุณมีปัญหาอะไร เขาจะมาปรึกษาคุณอย่างแน่นอน

4. เอาศิลปินเป็นแบบอย่าง

กว่าจะได้เดบิวต์เป็นศิลปิน หรือมีผลงานออกมานั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งถ้าเป็นศิลปินเกาหลี ต้องอาศัยการฝึกฝนและความพยายามอย่างหนัก คุณสามารถหยิบยกประเด็นนี้มาพูดให้ลูกฟัง เช่น “ลูกชอบวงนี้ใช่ไหม แม่เห็นว่าเขาลำบากมากทีเดียว กว่าจะได้เป็นศิลปิน แสดงว่าเขาต้องเก่งและมีความพยายามมากๆ ลูกเองก็เหมือนกัน ถ้าเอาตรงนี้มาปรับใช้ในชีวิตของเรา แม่ว่าก็ดีเหมือนกันนะ วันหนึ่งที่เราเรียนเก่งหรือประสบความสำเร็จ ถ้าศิลปินรู้ว่ามีเขาเป็นต้นแบบ เขาจะต้องภูมิใจแน่นอน”

5. เสนอโอกาส

ถ้าคุณแน่ใจแล้วว่า ลูกของคุณมีความคลั่งไคล้ในตัวศิลปินมากจริงๆ ก็ลองสนับสนุนให้เดินทางสายนี้ไปเลย เช่น ถ้าลูกชอบศิลปินเกาหลี ก็ลองเสนอไปว่า “สนใจเรียนภาษาเกาหลีไหม ลูกจะได้เข้าใจสิ่งที่ศิลปินพูดไงจ๊ะ ถ้าหนูเก่งภาษา เผลอๆ อาจจะได้เป็นล่ามสื่อสารกับศิลปินเลยก็ได้นะ” หรือถ้าศิลปินคนนั้นมีความสามารถพิเศษคือวาดรูป ก็ลองถามว่า “อยากวาดรูปเก่งเหมือนศิลปินที่หนูชอบไหม เดี๋ยวแม่จะส่งไปเรียน” เรียกว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นประโยชน์ สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันและการทำงานได้

เอาน่ะ!! ลองเชื่อ ‘อังศุมาลิน’ ดูสักครั้งนะคะ ถ้าลองใช้วิธีเหล่านี้แล้วได้ผล หรือไม่ได้ผลยังไง ก็ฟีดแบ็คมาให้รู้กันบ้างนะ เพราะข้อแนะนำทั้ง 5 ข้อที่รวบรวมมานี้ เรากลั่นกรองมาอย่างดีแล้ว ยังไงคุณพ่อคุณแม่สมัยใหม่ก็ลองหยิบไปใช้กันดูนะคะ



Advertising