ชีวิตและการงาน

ระวัง...โดนตัวเองหลอก

Published 6 พ.ย. 2019

By ศรัณย์ คุ้งบรรพต

ระวัง...โดนตัวเองหลอก

อย่าลืมว่า ก่อนที่คุณจะเกิด บนโลกนี้มีคนอย่างไอสไตน์ และพระพุทธเจ้า มาก่อนแล้ว...อย่าหลงคิดว่าตัวเองเก่งและแน่กว่าใคร” คำพูดนี้ เปลี่ยนชีวิตผม

ผมเป็นคนหนึ่งที่เป็นพนักงานออฟฟิศอยู่กับการทำงานในองค์กรมา 10 กว่า ปีเหมือนกับใครหลายๆ คน และผมโชคดีตรงที่ได้รับโอกาสให้ทำงานอื่นๆ ประกอบตามกำลังความสามารถ เช่น ร้องเพลง ละครเพลง เขียนหนังสือ สอนหนังสือ ซึ่งก็ทำเรื่อยมาทั้งในโลกของการทำงาน ทั้งในฐานะพนักงาน และในฐานะ นักร้อง นักแสดง นักเขียน และ ครู

ด้วยปัจจัยหลายอย่างและอาจจะด้วยโชคยังเข้าข้าง ผมทำทุกบทบาทมาได้อย่างราบรื่น และยิ้มภูมิใจกับผลที่ได้รับ เพราะมันผูกมากับความชื่นชม และความสำเร็จ

แน่นอน, ของทุกอย่างมีสองด้านเสมอ แม้สิ่งที่ผมได้รับแถมมาจากความสำเร็จนั้น คือความภาคภูมิใจ แต่หลายครั้งมันล้ำเส้นไปจนถึงการเติมและหล่อเลี้ยงตัวตน ให้ผมไม่เห็นความสำคัญของคนอื่นว่าเขาคิดอย่างไร และหลายครั้งคำที่พูดออกจากปากของผม เต็มไปด้วยการลืมมองตัวเอง แต่เพ่งไปที่คนอื่นอย่างแบ่งซ้ายแบ่งขวา “คนนั้นไม่เก่ง” “คนนี้ผิด” “คนนั้นแย่” “ยายคนนี้ไม่เก๋” “งานชิ้นนั้นไม่เห็นจะสวย” 

ทั้งหมดนี้ เพียงเพราะผมมั่นใจว่า ความคิดและตัวตนของผมถูกต้อง...

ครับ วันนั้น ตัวของผมกลายเป็นแกนไม้บรรทัดที่คอยวัดและตัดสินโลก

แต่วันหนึ่ง เหมือนว่าผมคงพอมีบุญเก่าอยู่บ้าง ผมได้ไปเจอข้อความที่แชร์กันตามโซเชียล ที่หลายๆ ครั้งในอดีต ผมจะมองและตัดสินว่าไร้ประโยชน์ เพราะผมเบื่อพวกบ้าคำคม และมีแต่พวกขี้แพ้เท่านั้นแหละ ที่ต้องการอะไรแบบนี้

แต่ครั้งนี้ไม่เหมือนทุกครั้ง เพราะข้อความนั้นเขียนไว้ทำนองว่า...

“อย่าลืมว่า ก่อนที่คุณจะเกิด บนโลกนี้มีคนอย่างไอสไตน์ และพระพุทธเจ้า มาก่อนแล้ว...อย่าหลงคิดว่าตัวเองเก่งและแน่กว่าใคร”

คำพูดนี้ตบหน้าผมฉาดใหญ่ ผมอึ้ง เพราะแน่นอน ผมเอาตัวไปเทียบกับทั้งสองท่านนั้นทันที ผมพบว่า ตัวผมคือ เศษดิน หรือเล็กกว่านั้นลงไปอีก “เออว่ะ มั่นใจในตัวตนอะไรของเรานักหนา”

คำพูดนั้น คือ Wake up call เป็นสาเหตุให้ในช่วง 3-4 ปีหลังมานี้ ผมใช้เวลาและความสนใจส่วนหนึ่งกับการสำรวจความคิดของตัวเองเยอะมากขึ้น โดยเฉพาะมองย้อนหลังกลับไป ว่าอะไรหล่อหลอม และหล่อเลี้ยง ความคิดหนึ่งๆ ของเรา ความมั่นใจของเรา รวมไปจนถึงการแสดงออกถึงตัวตนที่ใหญ่คับฟ้าของมนุษย์เรา และหลายครั้งเราได้สังเกตพฤติกรรมตนเองผ่านการกระทำของคนรอบข้าง ที่เป็นเพื่อนร่วมงานในทุกๆ วงการ

สิ่งที่ผมค้นเจอ โดยเริ่มจากตัวเอง คือ เราโดนตัวเองหลอก ความคิดของเราเองและสิ่งรอบข้างที่อยู่ติดตัวเรานี่แหละ ที่หลอกเราเสมอว่า เรานี่ถูกต้อง เรานี่แน่จริง หลอกแล้วยังไม่พอ มันยังผลักดัน ‘ความมั่นใจ’ ให้เติบโต เพื่อยืนยันว่า ‘ตัวเรานี่แหละ สุดยอด’

แต่หลายครั้ง ถ้าเราละเอียดกับตัวเองมากพอ จะพบว่า ความคิด ความเชื่อ ของเราเองนี้ ไม่เป็นวิทยาศาสตร์เอาเสียเลย ทั้งที่เราเชื่อว่า ความคิดของเรามัน ‘จริง’ และ ‘ถูกต้อง’ หนักหนา

เพราะมันขาดคุณสมบัติของความจริงทางวิทยาศาสตร์ไปหนึ่งข้อใหญ่ คือ มันไม่ได้เป็นจริงเสมอเมื่อทดลองซ้ำหลายๆ ครั้ง

เราลืมไปหรือเปล่าว่า เพียงเราเดินพ้นออกจากตึกออฟฟิศหรูๆ เราเองไม่ต่างกันจากคนอื่นๆ เราอาจจะเป็นเพียงลุงแก่ๆ ป้าแก่ๆ ที่เดินทางออกจากบ้านมาเพื่อหาเลี้ยงชีพ เหมือนพ่อค้า แม่ขาย และทุกคนที่ดิ้นรนเพื่ออยู่รอดในโลกนี้

และเราลืมไปหรือเปล่าว่า ตัวตนของเรามันยิ่งใหญ่ในเฉพาะบางที่ ลองคิดดูว่าหากวันนี้เราไปนั่งอยู่กลางป่าอะแมซอน เราเองก็ไม่ใช่ใคร แต่จะเป็นเพียงแค่อาหารของสัตว์ที่มันไม่สนใจด้วยซ้ำว่า เราเคยเป็นหัวหน้าแผนกไหน หรือเคยลงปกหนังสืออะไรมา เคยออกทีวีมาแล้วกี่ช่อง หรือรวยเงินกี่ล้าน เพราะสำหรับมันแล้ว เราคืออาหาร

ดังนั้น ความคิดที่ว่า เราถูก ยิ่งใหญ่ และมีสิทธิตัดสินใครๆ ตามอำเภอใจเสมอ นั้นไม่ใช่วิทยาศาสตร์ เพราะมันไม่จริงเลยเมื่อนำมันมาทดลองนอก Comfort zone ของเราเอง แล้วคนอย่างเราๆ ไปยึดเอาอะไรกับมันอยู่

ลองมองไปในความคิดตัวเองดีๆ เราจะพบว่า เราเข้าข้างตัวเองเสมอ และเราก็จะอนุมัติความคิดของเราทันทีว่าถูกต้อง ‘ใช่ ฉันถูก คนอื่นผิด และคนที่เห็นต่างคือคนประหลาด’ แม้ผลที่ออกมามันจะบอกว่า เรานี่แหละผิด แต่ใจเราก็มักจะหาทางรอดให้ตัวเอง ด้วยการโทษคนอื่น หรือหลอกตัวเองต่อไปอีก 

และหลายครั้ง ในบางที่ที่เรามีอำนาจ มีตำแหน่งใหญ่โต หรือเป็นคนสำคัญ เราจะแสดงออกราวกับว่า เรายิ่งใหญ่ที่สุดในโลก เรากล้าเกรี้ยวกราดกับคนอื่น บดขยี้ความมั่นใจของคนอื่นเขา และเรารู้สึกว่าภูมิใจ เราชนะ ความคิดเราเฉียบ

เราลืมไปหรือเปล่า ว่าเราเดินเข้ามาในออฟฟิศ เพื่อทำ ‘งาน’…

แล้วไอ้คนที่เกี้ยวกราด บ้าคลั่งนั่น เอามันมาด้วยทำไม ถ้ามันไม่ได้ช่วยให้งานสำเร็จ และเพื่อนร่วมงานไม่ได้มีใครมีความสุข

เราลองมาบอกตัวเองกันครับ ว่าเรามาทำงาน เพื่อ ‘ผลของงาน’ และเรามาทำหน้าที่ในบทบาทหนึ่งๆ พอจบวัน หน้าที่นั้นก็จบลง และเราก็หันไปทำหน้าที่อื่น เช่น หน้าที่เพื่อน หน้าที่ลูก หน้าที่เดิมจะวนกลับมาใหม่ในวันรุ่งขึ้น

และท้ายนี้ ถ้าตอนนี้คุณกำลังเริ่มคิดว่า ‘ใช่เลย บทความนี้ตรงกับพี่คนนี้เลย เจ้านายคนนั้นเลย’ ผมในฐานะนักเขียน ถือว่าตัวเองล้มเหลวนะครับ เพราะในที่สุดแล้ว ผมอยากให้เราสำรวจเห็น คนบ้า อัตตา ในตัวเราเองก่อน มากกว่าจะมองหาจากใคร  



Advertising