ชีวิตและการงาน

ทำไมต้อง Death Cleaning?

Published 27 มี.ค. 2019

By นันทขว้าง สิรสุนทร

Death-Cleaning-smart-living-Rabbit-Today-banner

เมื่อราวๆ สัก 15 ปีก่อนที่กระแสการใช้ชีวิตแบบ Share & Ownless งอกเงยมาจากนอร์เวย์ และเติบโตต่อไปที่ญี่ปุ่นนั้น หลายคนเข้าใจว่า มาจากการซื้อหนังสือเล่มอ่านในรถไฟแล้ววางทิ้งไว้เพื่อให้คนอื่นๆ ‘หยิบไปอ่านต่อ’ โดยไม่มีใครเป็นเจ้าของ

แต่ในความจริง มันมาจากหมู่บ้านชนบทแห่งหนึ่งในนอร์เวย์ ที่คนแต่ละบ้านซื้อเครื่องไม้เครื่องมือทำสวน ทำความสะอาดพื้นทางเดินหน้าบ้านเหมือนๆ กัน …จนเกิดไอเดียว่า ทำไมหมู่บ้านต้องให้คนมาซื้อกันทุกบ้าน แล้วก็เกิดไอเดียว่า ควรมีเครื่องมือแค่ชุดเดียว แล้วไว้ที่กองกลาง ใครจะใช้ก็ไปเอามา

ไม่มีใครเป็น ‘เจ้าของ’ แต่เป็น ‘ผู้ใช้’ ได้ทุกคน อย่างเท่าเทียม

แนวคิดการไม่เป็นเจ้าข้าวเจ้าของ เป็นส่วนหนึ่งของเทรนด์การมีชีวิตแบบ Minimalist Lifestyle ของ เรย์มอนด์ มอร์แกน (ซึ่งจริงๆ เขียนหนังสือเพื่อจัดวางชีวิตให้โปร่งโล่งจากวัตถุในบ้าน ไม่ถึงขั้น บริจาค) สายธารชีวิตแบบนี้เหมาะกับสังคมยุคใหม่ โลกยุคนี้ ที่การตลาดบอกให้เราสะสมสิ่งของมากๆ ผมคิดว่ามันเป็นแนวคิดที่ดีมาก และทางสแกนดิเนเวียก็ตอบรับ ซึมซับ ความคิดนี้ ถึงขั้นมีการจัดกิจกรรมปลายปี นำของที่ไม่ใช้แล้ว มาบริจาคในเทศกาลคริสต์มาส

สวีเดนเป็นอีกประเทศหนึ่งที่เน้นแนวทางนี้มานาน และยิ่งมาดังขึ้นอีกเมื่อสาวลูก 5 อย่าง มาร์การีตา แมกมานัส ลุกขึ้นมาเขียนหนังสือชื่อ Death Cleaning แล้วขายดิบขายดีทั่วโลก 

ความหมายของมันคือ จัดการสิ่งของ ก่อนที่ตัวเองจะจากไป 

บางคนไม่เข้าใจ ไปตีความ (Interpretation) ว่าแช่งให้ตายเร็ว ทว่าความจริงไม่ใช่เลย หลักคิดมันคือ มนุษย์ในโลกนี้ไม่เว้นแม้แต่ตัวเราเอง (ผมด้วย) ต่างมีข้าวของ สิ่งของ ที่เราสะสมซื้อหามาทั้งชีวิต จนมากเกินไป แต่ไม่ใช่เรื่องผิด ไม่ใช่คดี และไม่ใช่เรื่องโง่

ลองคิดง่ายๆ เรื่องหนึ่งก็พอ แม้แต่พวกเราเป็นพวกรักงานศิลปะบันเทิง เราก็ยังสะสมแผ่นเสียง ซีดี และหนังสือมากมายที่เราอาจไม่เคยแตะมันด้วยซ้ำ มีหนังสือตั้งเยอะที่เราเดินสอยมาจากงานบุ๊กแฟร์แล้ว ไม่เคยได้อ่าน พอนานไป มันก็กลายเป็นข้าวของเต็มบ้าน พอเราแก่ตัวลง เราก็ขนย้ายไม่ไหว สมมติว่าเราตายลงแบบกะทันหัน มันกลายเป็นภาระสาหัสของคนอยู่ข้างหลัง

คำถามของ Death cleaning คือ แล้วเราจะทำอย่างไร  

ถ้าตอบแบบทั่วไปก่อน ‘ก็บริจาคไง’ 

คำตอบนี้ น่าจะตอบกันได้เยอะและง่าย แต่มันไม่ถูกเสมอไป…เช่น ของที่เราไม่เอานั้น หลายครั้ง มันถูกส่งต่อไปยังปลายทางที่ไม่ถูกต้อง หมายความว่า แทนที่ ‘หนังสือ’ มันจะถูกส่งไปยังห้องสมุดในโรงเรียนยากจน มันกลับถูกคนเอาไปชั่งกิโลขาย 

หรืออย่างเสื้อผ้า แทนที่เด็กต่างจังหวัดจะได้มีใส่ ด้วยกระบวนการบางอย่าง มันถูกส่งต่อไปยังการนำไปขายต่อแบบกระสอบใหญ่ พูดง่ายๆ คือ สิ่งของ ข้าวของ มันไม่ได้ถูกส่งจ่อไปยังพื้นที่ ที่เหมาะสม แต่ถ้าเรา Death cleaning ด้วยตัวเราเองก่อน มันสามารถช่วยได้

Death cleaning ค่อนข้างมีเงื่อนไข ‘ต้องออกแรง’ มากกว่าเทรนด์ Share & Ownless ที่อาจจะแค่แบ่งปันหรือแชร์อะไร มีการจัดการ สะสาง อยู่ในระดับหนึ่ง ทว่า สิ่งที่ Death cleaning กับ Share & Ownless มีเหมือนกันคือ มันเป็น Part หนึ่ง เป็นส่วนหนึ่งของเทรนด์รุนแรงอย่าง Sharing economy

สมมติ Sharing economy เป็น ‘ร่ม’ ที่กางออกขนาดใหญ่ นะครับ มันมีทั้ง บริการรถ ที่อยู่ ห้องทำงานหรือครัว ผ่าน Grab, Airbnb, Kitchen กับ Co-working space จริงๆ ยังมีอีกหลายอย่าง แต่เอาเท่าที่เราคุ้นมากๆ ก่อน

แต่การแบ่งปันกิจกรรมที่ว่านี้ มีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้น โดยลดเงื่อนไขลงมาคือ ไม่เป็นเจ้าของ แต่ช่วยกันจ่าย ต่างกันมากกับเทรนด์ตัวหนึ่งที่หลบ ‘อยู่ใต้ร่ม’ คันนี้เหมือนกัน นั่นคือ Death cleaning เพราะการใช้ชีวิตหรือแนวคิดแบบนี้ ก็เป็นความหมายของการแบ่งปันด้วย ในทางหนึ่ง อย่างชัดเจน แถมไม่มีค่าใช้จ่าย (แต่ถ้าจะขายต่อ ก็ไม่ผิด เพราะมันคือการจัดการสิ่งของ เช่น พ่อคนหนึ่งจัดการโอนที่ดิน สินทรัพย์ให้ลูกก็คือ Death cleaning ในทางหนึ่ง)

มันอาจจะไม่เป็นที่ยอมรับโดยง่ายในสังคมที่ยัง ‘ยึดติดวัตถุ’ หรือบูชาสิ่งของ แต่เทรนด์การใช้ชีวิตแบบศตวรรษที่ 21 นั้น เห็นได้ชัดเจนว่า เน้นชีวิตที่ ‘ตัวเบา’ มากกว่า ‘หลังแอ่น’ 

เพราะ Minimalist lifestyle คือความสุขที่สุด 

โดยไม่ต้องบวชเป็น ‘พระ’…



Advertising