ชีวิตและการงาน

เงินเดือนแพงแต่ยากจน

Published 4 ก.พ. 2019

By คำ ผกา

cost-of-living-in-Bangkok-smart-living-Rabbit-Today-banner

รู้สึกกันไหมว่าเงินเดือนเราก็ไม่น้อยนะ แต่สิ้นเดือนทีไร เงินมันแวบ…บบบ หายไปไหนได้ละนี่

เราซึ่งอาจจะเงินเดือน 50,000 บาท เป็นโสด มองผาดๆ แบบนี้ไม่น่าจะจน แต่เมื่อหักค่าเช่าหรือผ่อนบ้าน หรือคอนโดฯ ค่าน้ำมันรถ ค่าผ่อนรถ ค่ารถไฟฟ้าบนดิน-ใต้ดิน ค่ากินอยู่ ค่าโทรศัพท์ ค่าใช้จ่ายพื้นฐานต่างๆ แล้ว เหล่าเรามนุษย์ที่อยู่ในเมืองหลวงแทบจะไม่มีเงินเก็บ แถมยังมีหนี้สินจากบัตรเครดิตกันอีกพอกรุบกริบ หรือบางคนมีหนี้เกินแสน ค่อยขยับเป็นหลายแสน แถมด้วยการรูดเครดิตการ์ดไปเที่ยวต่างประเทศก่อนแล้วค่อยกลับมาผ่อนทีหลัง

เอาละ เรายังแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เศรษฐกิจ สังคม การเมืองไม่ได้ สิ่งที่เราจำต้องทำคือเป็นชนชั้นกลางที่ตะเกียกตะกายช่วยเหลือตัวเองให้มากที่สุด

จากสายตาของฉัน คนต่างจังหวัดที่เข้ามาอยู่ในเมือง ฉันพบว่า สิ่งที่แพงที่สุดในกรุงเทพฯ คือ ‘อาหาร’

ตลาดนัดแถวบ้านฉันที่เชียงใหม่ มีคนทำอาหารมาขาย ทั้งอร่อย สะอาด ใช้วัตถุดิบ สด ใหม่ อาหารพื้นบ้าน อย่างแกงหน่อไม้  น้ำพริกหนุ่ม พร้อมผักลวก และอีกหลายแกง หลายผัด หลายยำ ถุงละ 20 บาทเท่านั้น และได้ในปริมาณที่เป็นกอบเป็นกำ กินเต็มอิ่ม

แต่อาหารที่กรุงเทพฯ เริ่มต้นที่ 40 บาท หรือ 50 บาท ในคุณภาพที่ต่ำกว่าราคาที่จ่ายไปค่อนข้างมาก

นี่ยังไม่พูดถึงราคาอาหารในฟู้ดคอร์ตในห้างสรรพสินค้า หรือร้านอาหารในห้างสรรพสินค้า  หรือ ในคอมมูนิตี้มอลล์ต่างๆ ที่สนนราคาต่อหัวต่อคนไม่ต่ำกว่าคราวละ 700 ถึง 800 บาท ในราคารวมเซอร์วิสชาร์จ

สำหรับฉัน มนุษย์เงินเดือนที่ดู ‘ไม่จน’ เพราะมีรายได้ระดับกลางคือ  3 หมื่นบาทขึ้นไปถึง 1 แสนบาท มักเข้าใจว่าตัวเอง ‘ไม่จน’ เข้าใจว่าตนเองคือผู้มีรายได้ค่อนข้างสูง ทำให้เกิดภาพลวงตาว่า สามารถเป็นผู้บริโภคที่กำลังซื้อ เช่น สามารถรับประทานอาหารนอกบ้าน ครั้งหนึ่งๆ เป็นพันบาท ได้หลายๆ ครั้งในรอบ 1 เดือน หรือบางคนถึงกับเชื่อว่าตนเองคือผู้มีกำลังซื้อในระดับผ่อนทั้งคอนโดฯ และรถได้ ในเวลาเดียวกัน

บางคนเงินเดือน 7-8 หมื่นบาท ก็กล้าหาญผ่อนรถยุโรปมือ 1 มาใช้แบบไม่กริ่งเกรงอะไรเลย อันทำให้คนวัยป้าอย่างฉันทาบอกว่า--เอ่อ น้องๆ เขากล้าว่ะ!

ด้วยพฤติกรรมการบริโภคเช่นนี้ มันง่ายมากที่จะทำให้คนรายได้ปานกลางต้องเผชิญกับภาวะขัดสนหรือเงินขาดมือได้เลย เช่น ถ้าเงินเดือน 5 หมื่นบาท ต้องผ่อนคอนโดฯ และรถ อย่างละหมื่นห้าพันบาท ก็เท่ากับ 3 หมื่นบาท นั่นแปลว่ามีเงินเหลือใช้เดือนละ 2 หมื่นบาท ถ้ากินข้าวมื้อละพัน อาทิตย์ละครั้ง ก็เหลือเงินหมื่น 6 พันบาท ไหนจะค่าประกันชีวิต ค่าเน็ต ค่าโทรศัพท์  ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าน้ำมัน ค่าทางด่วน ค่าฟิตเนส รวมๆ แล้วอาจจะไม่เหลืออะไรเลย

เราจะอยู่กับความจนแฝงนี้อย่างไร

สำหรับฉัน มีคติว่า จะไม่ซื้อบ้านและรถ ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ใช้วิธีเช่าอพาร์ตเม้นต์ ในราคาที่พอจ่ายได้ และเลือกทำเลที่ใกล้กับที่ทำงานมากที่สุด และพยายามมีชีวิตกับขนส่งสาธารณะเท่าที่ทำได้

รายจ่ายที่เป็นกับดักให้สิ้นเปลืองอย่างไม่น่าเชื่อ คือการกินข้าวในร้านอาหารที่เป็นร้าน ‘เชน’ มีสาขามากมายในห้าง ในมอลล์ต่างๆ อาหารคุณภาพแค่ ‘พอใช้ได้’ แต่เมื่อเทียบกับราคาแล้วถือว่าแพงมาก เช่นผัดไทยจานละเกือบ 200 บาท สลัดจานละ 200 บาทขึ้นไป พาสต้าพื้นๆ จานละกว่า 200 บาท ฯลฯ

ร้านพวกนี้ดูเผินๆ เหมือนจะไม่หรู ไม่แพง แต่ไปกินทีไร รวมค่าน้ำ เครื่องดื่ม ค่าบริการ 10%  แล้ว คนละเฉียดพันบาท หรือกว่าพันบาททุกที--ในการนี้ ฉันเลือกที่จะทำอาหารกินเอง กินข้าวนอกบ้านเท่าที่จำเป็น เลือกร้านอร่อยจริงๆ ที่ไม่ต้องหรู ไม่ต้องเก๋ และเซฟเงินส่วนต่างที่เราประหยัดได้นั้นไปลงทุนกับการกินอาหารที่ดีจริงๆ หรูจริงๆ เป็นเรื่องเป็นราวจริงๆ สัก 3 เดือนครั้ง หรือ 6 เดือนครั้ง ยังดีกว่ากินอาหาร ‘กากๆ’ ตามร้านเชยโหลๆ ตกแต่งให้ดูเก๋แบบเฟกๆ และทำให้สิ้นเปลืองเงินไปอย่างไม่น่าเชื่อ

กินข้าวร้านพวกนี้ 3 ครั้ง ก็ซื้อหม้อหุงข้าวดิจิทัลดีๆ ได้แล้ว 1 หม้อ--ในเมืองที่อาหารแพงอย่างเป็นบ้าเป็นหลังอย่างกรุงเทพฯ นี้ ถามฉันว่าทำอย่างไรให้มีเงินเก็บมากขึ้นในแต่ละเดือน ฉันยังยืนยันว่าโปรดทำอาหารกินเอง

ทำแกงไก่สัก 1 หม้อ หุงข้าวเอง สลับกินแกงแนมกับไข่ต้ม ไข่ดาว ผัดผัก หรือเอาแกงมาผัดกับข้าว  ลดอัตราการกินข้าวนอกบ้านให้ได้สักครึ่งหนึ่งของที่เคยกิน และนั่นไม่ได้แปลว่าต้องมีชีวิตแห้งแล้ง เพราะด้วยเงินในกระเป๋าที่เหลือมากขึ้น อาจทำให้เราได้ใช้เงินไปกับเรื่องอื่นๆ หรืออย่างน้อย ก็ไม่ใจหายว่า สิ้นเดือนแล้วเงินมันแวบ แวบ หายไปไหนเร็วจัง

เชื่อฉัน ชีวิตเมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ นี้ ถ้าไม่ตั้งสติให้ดี เราจะกลายเป็นคนเงินเดือนแพงที่แสนจนไปได้โดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว



Advertising