ชีวิตและการงาน

ขึ้นแท็กซี่ทีไร ทำไมคนขับชอบชวนคุยเรื่องปวดหัว ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคม

Published 15 ก.ค. 2019

By Rabbit Today

A-Stranger-on-a-Plane-banner

จะขับรถออกจากบ้านแต่ละที ต้องใช้กำลังภายในมากกว่าปกติ เพราะรถติ๊ดดด...ติด บางทีก็เลยขอนั่งแท็กซี่แอร์เย็นฉ่ำให้สบายใจดีกว่า นั่งเงียบๆ ไปสักพัก อยู่ๆ พี่โชเฟอร์ก็เริ่มยิงคำถามว่า “คุณอายุเท่าไหร่? ทำงานที่ไหนเหรอ?” บางคนก็ตอบไปตามมารยาท โดยที่ไม่รู้ตัวเลยว่ารายการเดี่ยวไมโครโฟนกำลังจะเริ่มการแสดงแล้ว

“อ้อ...คุณทำงานเกี่ยวกับการบินเหรอ ผมน่ะเคยทำงานในสนามบินมาก่อนนะ แต่ทุกวันนี้มาขับแท็กซี่ เพราะเรื่องมันเป็นอย่างนี้...” แล้วพี่แกก็สาธยายอัตชีวประวัติของตัวเองตลอด 1 ชั่วโมงเต็มที่รถติดอยู่บนถนน พานไปถึงการบ่นเรื่องดินฟ้าอากาศ เศรษฐกิจ สังคม และการเมือง 

เชื่อว่าหลายคนต้องเคยเจอคำถามชวนเลิกลั่ก “คุณชอบพรรคการเมืองไหน?” อื้อหือ เป็นโจทย์วัดใจที่หินสุดๆ เพราะเราไม่มีทางรู้เลยว่า คุณพี่เขาเป็นแฟนคลับพรรคไหน มีทัศนคติทางการเมืองอย่างไร ตอบเข้าทางก็รอดตัว แต่ถ้าตอบไม่ดีก็อาจโดนตะเพิดลงจากรถ

พฤติกรรมการพูดคุยกับคนแปลกหน้า มีทฤษฎีทางจิตวิทยาอธิบายไว้ว่า มันคือ ‘A Stranger on a Plane’ เริ่มจากการทักทายเพื่อเริ่มบทสนทนา ตามด้วยการเล่าเรื่องหรือประสบการณ์ส่วนตัว เหตุการณ์นี้มักเกิดขึ้นในที่สาธารณะที่มีคนแปลกหน้ามาอยู่รวมกันเป็นระยะเวลาหนึ่ง 

เช่น บนเครื่องบิน บนรถประจำทาง หรือแม้กระทั่งบนแท็กซี่ที่มีเพียงคนขับและผู้โดยสาร คนที่มีเรื่องทุกข์ใจมักจะอยากระบายให้ใครสักคนหนึ่งฟัง หรือบางครั้งก็อยากแบ่งปันประสบการณ์ของตัวเองให้คนแปลกหน้า การที่เขาพูดเรื่องการ เมืองหรือปัญหาปากท้องหาเช้ากินค่ำ หมายความว่าเขากำลังได้รับผลกระทบจากมัน สักวันหนึ่งเราอาจจะต้องเผชิญสิ่งนี้เหมือนกันก็ได้

หลายคนคิดว่า ‘แล้วทำไมฉันต้องคุยกับคนแปลกหน้า ในเมื่อฉันก็มีเพื่อนๆ ไว้คอยรับฟังปัญหาอยู่แล้ว’ นั่นทำให้เรามองข้ามการสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่น 

มีผลการวิจัยทางจิตวิทยาหลายแห่งระบุว่า การพูดคุยกับคนแปลกหน้านั้นดีต่อใจมากกว่าที่เราคิด หากบทสนทนาเป็นไปได้ด้วยดี ทั้ง 2 ฝ่ายจะรู้สึกมีความสุขมากขึ้น ไม่ว่าใครจะเป็นฝ่ายเริ่มพูดคุยก่อนก็ตาม เขาจะสบายใจที่ได้เล่า เราเองก็รู้สึกดีที่ได้รับฟังใครสักคน และอาจได้ข้อคิดบางอย่างจากเรื่องเล่านั้น นอกจากนี้การที่เขาเลือกที่จะคุยกับเรา นั่นแสดงว่าเรามีบุคลิกที่เป็นมิตร ดูน่าพูดคุยด้วย เผลอๆ อาจจบที่การแลกนามบัตรกัน พัฒนาความสัมพันธ์ต่อไปในอนาคต

แต่แน่นอนว่า เหรียญย่อมมีสองด้าน บางคนก็อยากฟัง เผื่อจะได้เพื่อนใหม่หรือเรียนรู้อะไรใหม่ๆ แต่บางคนก็รู้สึกเหนื่อยจากการเดินทาง อยากอยู่เงียบๆ คนเดียว ซึ่งนั่นก็ไม่ใช่เรื่องผิด เคยมีงานวิจัยจากบริษัทจัดการท่องเที่ยวของสหรัฐ อเมริการะบุว่า มีนักเดินทาง 24% ที่ต้องการหลีกเลี่ยงบทสนทนากับคนแปลกหน้า ด้วยการใช้อวัจนภาษาต่างๆ เช่น ใส่หูฟัง อ่านหนังสือ แกล้งหลับ แกล้งป่วย และมีอีก 17% ที่ตอบกลับไปตรงๆ ว่า “ผม/ ดิฉันไม่สะดวกคุยด้วย”

ตัดภาพกลับมาที่ในแท็กซี่ ถ้าเราเจอเหตุการณ์แบบนี้ การปฏิเสธบทสนทนาอย่างนิ่มนวล น่าจะดีกว่าการตอบกลับไปห้วนๆ ว่า “ช่วยเงียบๆ หน่อยได้ไหม ฉันจะนอน!” เพราะอาจยิ่งทำให้เขารู้สึกแย่ลงไปอีก หรือเหตุการณ์อาจจะบานปลายก็ได้นะ



Advertising