ชีวิตและการงาน

เราโตกันมาอย่างไร ในยุค 90’s

Published 31 มี.ค. 2019

By ชัช-ชะ-นีย์

90s-tv-program-smart-living-Rabbit-Today-banner

ใช่ค่ะ งานเขียนของชัชชะนีย์ ตอนนี้เหมาะสำหรับคนที่เติบโตเป็นวัยรุ่นในยุค 90’s หรือแก่กว่านั้นอย่างยิ่งค่ะ

และก็ใช่อีกค่ะ ที่พวกเราๆ ชาว 90’s รู้สึกโชคดีที่ได้โตมาในยุคนั้น พวกเรายังคิดถึงความสนุก วันชื่นคืนสุขของวันวาน ที่เราได้เคยมีอะไรเก๋ๆ ไว้เล่น และใช้สอยกันแบบที่เราเคยคิดว่า มันล้ำสมัยมาก…กกก เช่น โทรศัพท์ตู้ที่ใช้ได้ทั้งเหรียญและบัตร เพจเจอร์ที่ต้องฝากข้อความเพ้อๆ หรือกลอนใยไหมผ่านโอปะเรเตอร์ หรือยาวไปถึงระบบอินเทอร์เน็ตต่อกับโทรศัพท์บ้านที่ร้องอี๊ดๆ แอ๊ดๆ เหมือนขาโต๊ะโลหะที่กำลังเสียดสีกับพื้น แล้วพอมีคนโทรเข้าบ้าน เน็ตก็หลุด ปัดโธ่โว้ย! 

และสำหรับผู้อ่านที่เด็กกว่านั้น หรือหลอกตัวเองว่าเด็กกว่านั้น ก็อ่านได้ค่ะ คุณจะได้เข้าใจว่า คนอย่างนีย์และคน Gen นี้โตมาอย่างไร และเจออะไรมาบ้าง จะได้ไม่แปลกใจถ้าเรายังพูดอะไรอย่างเช่น ‘ออกเทป’ หรือ ‘จ๊าบ’ (เพราะคนวัยนี้แหละค่ะ ที่กำลังจะเป็นเจ้านายของคุณ หรืออย่างน้อยก็อาเจ้ อาเฮียในออฟฟิศของคุณตอนคุณเดินเข้ามาทำงาน) แต่จะไม่ขอเล่าอะไรที่ดูสวยๆ Content ยูนิคอร์น หรือทุ่งลาเวนเดอร์ หรือพวกคำคมอะไรทั้งสิ้นนะคะ เพราะมันไม่ใช่นีย์ค่ะ นีย์จะขอเล่าถึงอะไรที่นีย์รู้สึก เอะใจ ตั้งแต่ตอนวัยเด็ก ที่ได้เสพสิ่งเหล่านั้น ซึ่งก็คือ...

ละครน้ำเน่า ที่นางเอกมักจะคิดดัง แบบที่เราได้ยินชัดมาก แต่ปากนางจะไม่ขยับ และนางจะร้องไห้ไปด้วยพร้อมตัดพ้อยาวเป็นสิบนาที แต่ไม่มีใครได้ยินเลย ที่น่าสงสัยกว่าคือ คนที่ได้ยินกลายเป็นเราๆ ที่นั่งไกลโพ้นอยู่ที่บ้าน

ตอนนั้นนีย์คงสัก 10 ขวบได้ นีย์ก็เลยร้องถามแม่ออกมาว่า “แม่คะ ทำไมพระเอกโง่จังอ่ะคะ ทำไมไม่ได้ยิน หนูนั่งดูอยู่บ้านหนูยังได้ยินเลยค่ะ นี่เขานั่งอยู่ติดกันแท้ๆ พระเอกโง่หรือหูหนวกอ่ะคะ” สิ่งที่นีย์ได้กลับมาจากคุณแม่คือ “เพียะ! (เสียงโดนฟาดที่แขน) ดูๆ ไปเถอะน่ะ อย่ากวนแม่ แม่รอดูตอนเขาได้กัน แม่อ่านเรื่องย่อจากหนังสือพิมพ์เอาไว้ มันน่าจะตอนวันนี้แหละ ที่มันต้องได้กัน อย่าขัดจังหวะ” 

“ได้กันยังไงอ่ะคะ หรือแม่หมายถึงฉากที่เขาดับไฟ แล้วค่อยๆ เอนตัวลงนอนพร้อมกันอ่ะหรือคะ นีย์ว่ามันเหมือนเขาพยายามดมๆ อะไรกันแถวๆ ใบหน้า แล้วพากันเป็นลมล้มลงนอนมากกว่าค่ะ” แล้วนีย์ก็ได้อีก “เพียะ” หนึ่งค่ะ เพราะแม่หาว่านีย์แก่แดด แต่นีย์ก็ไม่หายงงนะคะ ว่าทำไมถึงห้ามเด็กดู เพราะมันไม่มีอะไรเลยจริงๆ นอกจากเห็นคนสองคนเอาหน้าเข้าใกล้กัน ค่อยๆ ล้มตัวลง แล้วกล้องก็แพนออกนอกหน้าต่างไป เสื้อผ้าก็ยังไม่ได้ถอดสักชิ้น

ตอนเช้าตื่นมาต้องได้ดูรายการเจ้าขุนทอง ใช่ค่ะ มันคือรายการเจ้าขุนทอง ‘อรุณเบิกฟ้า นกกาโบยบิน’ ที่มีหุ่นเชิดมาทำการแสดงให้เราดู ไม่ว่าจะเป็นลุงมะตูม (เต่าสูงวัย) หางดาบ (น้องหมา) และอีกหลายตัวมากมาย แต่ละตัวจะมีบุคลิกน่ารักแตกต่างกันไป แต่หุ่นตัวที่นีย์ไม่เคยจะเข้าใจ และไม่ค่อยจะปลื้มเท่าไร ออกแนวหมั่นไส้ด้วยซ้ำ คือ นังเป็ดน้อยค่ะ เพราะนังเป็ดน้อยมันชอบทำตัวเด่น เป็นนางเอกของท้องเรื่องทุกเรื่อง แถมยังมีผมเปียสีชมพูสลวยสวยเก๋อยู่คนเดียว 

แล้วมีอยู่ตอนหนึ่ง นางออกมาเล่นเปียโนและร้องเพลง ‘มือน้อยๆ สร้างฝันได้’ โอ้โห นีย์กรีดร้องออกมาเลย พร้อมชี้ให้แม่ดู “แม่ขา...มันเป็นเป็ด เป็ดมันเล่นเปียโนได้ไงคะ ตีนมันเป็นพังผืดนี่คะ ไม่น่าจะกางมือเล่นเปียโนได้ แล้วมันทำไมร้องเพลง ‘มือน้อยๆ’ ล่ะคะ มันไม่มีมือ หรือถึงมีมือ มันก็เป็นพังผืดอยู่ดีค่ะ จะสร้างฝันอะไรได้ด้วยมือ มันโกหกนี่คะ แล้วอีกอย่าง เสียงเป็ดมันไม่มีทางเพราะแบบนี้หรอกค่ะ นังเป็ดผมเปียสีชมพูนี่มันหลอกลวงค่ะแม่” 

แม่เงียบไป แต่นีย์รู้ค่ะว่าลึกๆ แล้วแม่เห็นด้วย เพราะแม่เคยบ่นว่า สงสารป้าไก่ (หุ่นเชิดผู้หญิงอีกตัว) ที่แม่เชื่อว่า คงเป็นนังเป็ดน้อยนี่แหละที่พยายามไปหลับนอนติดสินบนกับผู้กำกับฯ และพยายามเกลี้ยกล่อมให้ยัดเยียดบทป้าแก่ๆ ให้ป้าไก่ เพื่อนางเป็ดน้อยจะได้เด่นด้วยเปียชมพูอยู่คนเดียว ใช่ค่ะ ตอนนั้นเป็นช่วงที่ละครเรื่องมารยาริษยาเวอร์ชั่นลูกเกด สินจัย กำลัง On air อยู่ทางช่อง 5 แม่นีย์เลยอินมากและเอามาผสมกับทุกอย่าง แม้กระทั่งรายการเด็กอย่างเจ้าขุนทอง

แล้วทำไมต้องมีรายการอย่าง 180 ไอคิว มาทำให้นีย์ดูไม่ฉลาดในสายตาพ่อแม่ด้วยอ่ะคะ การได้เกรด 3 ในวิชา สปช, สลน, กพอ และการต้องเรียนวิชากระบี่กระบองต่อจากคาบยุวกาชาดมันก็แย่มากพอแล้ว 

คือมันเกินไปไหมคะ กับการที่พิธีกรพูดตัวเลข 5-6 ตัว จบปุ๊บ แล้วพวกนางที่เข้าแข่งขันสามารถคิดตัวเลขใกล้เคียงกับผลลัพธ์ที่กำหนดได้เลย นีย์เลยโดนแม่จับให้นั่งหน้าจอทีวี เอากระดาษทดมาวางตรงหน้า แล้วแม่บอก “ไหนลองคิดให้ทันอย่างเขาซิ” ผ่านไป 5 ข้อ นีย์ยังไม่ทันได้จรดดินสอโดนกระดาษ พวกนางตอบกันได้ถูกหมดกันแล้ว นีย์เลยสรุปได้ทันทีเลยค่ะว่า

“แม่คะ นีย์บอกเลยค่ะว่า เด็กพวกนี้คือ มนุษย์ต่างดาว หรือไม่ก็เป็นลูกพิธีกร หรือไม่พวกเขาก็ต้องไม่ใช่คนปกติ หรือต่อให้พวกเขาเป็นปกติ เขาก็ไม่มีวันเป็นเด็กสิบขวบที่ยอมเดินไปร้านโชห่วยที่ห่างไปจากบ้าน 2 กิโลเมตร ฝ่าฝูงหมาจรจัด เพื่อซื้อไข่ไก่ ต้นหอม และเนื้อหมู 2 ขีด ให้แม่ของเขาอย่างที่นีย์ทำให้แม่หรอกค่ะ เขาจะต้องเป็นคนจองหองแน่ๆ” 

แม่อึ้งไป เพราะอย่างไรแม่ก็ต้องอาศัยนีย์เดินไปร้านของชำ เนื่องจากมันไกล และนางเองก็ไม่ถูกกับเจ้าของร้าน และหมาจรจัดตามทางทุกตัวก็ไม่ชอบลายผ้าถุงของนาง “งั้นนีย์ขอกลับไปอ่านขายหัวเราะต่อนะคะ” เพียะ! เสียงนีย์โดนฟาดแขนตามเคย

นี่ยังไม่หมดนะคะ ในยุค 90’s ยังมีเรื่องราวอีกมากมาย ทั้งเรื่องของกินที่มีให้เรากินเล่นสนุกสนาน แต่อาจอันตรายถึงชีวิต เช่น ลูกอมปิศาจที่อมแล้วลิ้นเปลี่ยนสี (แต่มันสนุกตรงที่ได้อวดแลบลิ้นโชว์เพื่อน) หมากฝรั่งบุหรี่ที่หวานจนไส้ขาด (สนุกตรงได้ทำท่าสูบบุหรี่เลียนแบบผู้ใหญ่ก่อนจะฉีกเคี้ยว) และของเล่นอย่างลูกโป่งวิทยาศาสตร์ที่เราต้องบีบออกจากหลอด พันปลายหลอดพลาสติกเล็กๆ แล้วอม (ใครเป็นคนคิดกันคะ ว่าต้องอม งงมาก) ก่อนจะเป่าออกมาผ่านหลอดนั้น เป็นลูกโป่งใสๆ แล้วค่อยมีคนมาบอกที่หลังว่า ‘มันอันตรายถึงชีวิต’ ตอนที่นีย์อมเล่นมาแล้วเป็นปีๆ ดูสิคะ สมองนีย์เลยเอ๋อ เรียนเลขไม่เก่งเลย 

แต่มันก็ยังเป็นวันชื่นคืนสุขของนีย์จริงๆ ค่ะ ไว้นีย์มาเล่าให้ฟังเพิ่มอีกนะคะ 

แต่วันนี้ขอไปนอนฟังเทปเพลงก่อนนอน และออน MSN ก่อนค่ะ นัดผู้ชายไว้ บัยยยยยยย 



Advertising