สกู้ป

World of Tea สุนทรีย์แห่งชา

Published 6 ธ.ค. 2018

By Rabbit Today

World-of-Tea-scoops-Rabbit-Today-banner

‘ชา’ เครื่องดื่มรสชาติละเมียดที่เราคุ้นเคยกันดี แถมยังปรากฏให้เห็นในชีวิตประจำวันจนกลายเป็นเรื่องธรรมดา แต่รู้หรือไม่ว่าเบื้องหลังกลิ่นหอมกรุ่นชวนหลงใหลนั้น ซ่อนประวัติศาสตร์อันยาวนานของใบชาที่มีอายุกว่า 4,700 ปี!

เรื่องของชาอาจไม่ได้ธรรมดาอย่างที่คิด เพราะนอกจากชาจะเป็นเครื่องดื่มสำหรับบริโภคแล้ว การดื่มชายังเป็นวัฒนธรรมเก่าแก่ที่สืบทอดต่อกันมา ในถ้วยชา 1 ถ้วยที่คุณถืออยู่เต็มไปด้วยศาสตร์และศิลป์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ในปัจจุบันชายังถูกใช้เป็นสัญลักษณ์แห่งการสื่อสาร การแบ่งปัน ความเห็นอกเห็นใจ ความกลมเกลียวและมิตรภาพ 

Rabbit Today ขออาสาพาคุณไปสำรวจบริบท ‘โลกของชา’ ที่หมุนตามกงล้อของประวัติศาสตร์และกาลเวลาจากอดีตถึงปัจจุบัน จากพืชใบเล็กๆ ที่ไม่เคยมีคนสนใจกลายเป็นเครื่องดื่มยอดนิยมที่สร้างมูลค่าทางการตลาดได้ในยุคปัจจุบัน

‘แผ่นดินมังกร’ ต้นกำเนิดชาของโลก

ชาที่เราดื่มกันในทุกวันนี้มีต้นกำเนิดมาจากประเทศจีน โดยย้อนกลับไปราว 2,750 ปี ก่อนคริสตศักราช มีตำนานเล่าว่า ‘จักรพรรดิเสินหนง’ ทรงนั่งพักใต้ร่มไม้และต้มน้ำร้อนไปด้วย ระหว่างนั้นมีลมพัดใบไม้ปลิวมาลงในหม้อ เมื่อต้มเสร็จทรงนำมาดื่มอย่างปกติเหมือนเช่นทุกครั้ง ทว่าครั้งนี้น้ำต้มกลับมีรสชาติดีและมีกลิ่นหอมแตกต่างจากทุกครั้ง 

จักรพรรดิเสินหนงทรงนำใบไม้เหล่านั้นมาตรวจดูจึงรู้ว่ามาจากต้นชา หลังจากนั้นทรงสั่งให้ประชาชนทั่วอาณาจักรปลูกต้นชา กลายเป็นจุดเริ่มต้นการปลูกชาของชาวจีน ขณะที่จักรพรรดิเสินหนงได้รับยกย่องให้เป็น ‘บิดาแห่งชา’ 

การเดินทางของใบชา

จีน

ชากลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมและวิถีชีวิต เดิมทีชาถูกใช้เป็นยาเนื่องจากชาวจีนนิยมดื่มเพื่อบำรุงร่างกาย ต่อมาในสมัยราชวงศ์ถัง ‘ลู่ อี่ว์’ นักปราชญ์จีนได้เขียนหนังสือ ‘ฉาจิง’ (茶经) ขึ้น โดยรวบรวมบันทึกความรู้เกี่ยวกับชา ตั้งแต่ประเภทของชา การเพาะปลูก การชงชา ฯลฯ นับว่าเป็นตำราชาเล่มแรกของโลก แต่น่าเสียดายที่ฉาจิงฉบับจริงดังกล่าวสูญหายไปในสมัยราชวงศ์หมิงจึงมีการแก้ไขและปรับปรุงเนื้อหาขึ้นมาอีกครั้ง 

สำหรับสังคมจีนยุคใหม่ ชาเป็นสินค้าขึ้นชื่อของประเทศและยังมีนัยของวัฒนธรรม เนื่องจากมักถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ของการต้อนรับแขกผู้มาเยือน โดยน้ำชาจะเป็นสิ่งแรกที่ยกมาวางบนโต๊ะ นอกจากนี้ชายังกลายเป็นของที่ระลึกที่มักใช้มอบให้บุคคลสำคัญระหว่างการเจริญสัมพันธไมตรีระหว่างประเทศ

ญี่ปุ่น

ชาจีนถูกนำเข้ามายังประเทศญี่ปุ่นโดยนักบวชชาวญี่ปุ่นที่เดินทางไปศึกษาธรรมะในประเทศจีน และเมื่อเดินทางกลับประเทศได้นำชาจีนกลับมาด้วย เนื่องจากชาจีนมีสรรพคุณทำให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่า ไม่ง่วงซึมเมื่อต้องนั่งสมาธิ แถมยังทำให้สามารถสวดมนต์ได้นานยิ่งขึ้น 

แม้ไม่มีการระบุอย่างแน่ชัด แต่คาดว่าเริ่มมีการปลูกชาในญี่ปุ่นครั้งแรกราวศตวรรษที่ 8 และเพาะปลูกในไร่ขนาดใหญ่เพื่อเก็บเกี่ยวเป็นสินค้าในศตวรรษที่ 12 ทั้งนี้ ชาได้รับความนิยมในญี่ปุ่นอย่างมาก นอกจากนี้พิธีชงชายังเป็นส่วนหนึ่งที่แฝงไว้ในนิกายเซน ในปรัชญาญี่ปุ่นมีคำกล่าวว่า ‘ชาไม่ได้เป็นเพียงรูปแบบของการดื่ม แต่เป็นสุนทรียศาสตร์ของชีวิต’

ยุโรป

ชาวโปรตุเกสและชาวดัตช์เข้ามายังดินแดนแถบชวา (อินโดนีเซียในปัจจุบัน) เพื่อเสาะแสวงหาเครื่องเทศ และในช่วงราวศตวรรษที่ 17 ได้พบสินค้าประเภทใหม่ นั่นคือ ชาจีนและชาญี่ปุ่น ชาวต่างชาติกลุ่มนี้จึงเป็นกลุ่มแรกที่ซื้อชาจากชวาและนำเข้าไปยังยุโรป ความนิยมจึงเริ่มแพร่ขยายไปยังเยอรมนี ฝรั่งเศส และอีกหลายประเทศในแถบยุโรป

รัสเซีย

หนังสือ Tea ของ Jane Pettigrew ระบุว่ารัสเซียเริ่มรู้จักชาจีนครั้งแรกเมื่อราชทูตจีนเดินทางไปเข้าเฝ้าพระเจ้าซาร์แห่งรัสเซียในปี ค.ศ.1618 ต่อมาในปี ค.ศ.1689 ทั้ง 2 ดินแดนกระชับความสัมพันธ์และเริ่มมีข้อตกลงเจรจาด้านการค้า มีการส่งกองคาราวานอูฐขนสินค้าจากปักกิ่งเดินทางข้ามทะเลทรายโกบีไปยังพรมแดนของรัสเซีย โดยทางการจีนนำใบชาไปแลกเปลี่ยนกับขนสัตว์ของรัสเซีย ต่อมาในปี ค.ศ.1903 เริ่มมีทางรถไฟสายทรานส์-ไซบีเรีย จึงทำให้การขนส่งสินค้าและชาสะดวกมากยิ่งขึ้น 

อังกฤษ

ราวปี ค.ศ.1650 Thomas Garraway พ่อค้าชาวอังกฤษเจ้าของร้านกาแฟในกรุงลอนดอน เริ่มนำใบชามาขายเป็นยา โดยระบุว่าชามีสรรพคุณช่วยบรรเทาอาการปวดหัว หายใจไม่สะดวก ท้องอืด และช่วยให้นอนหลับง่ายขึ้น 

แต่จุดเปลี่ยนที่ทำให้โลกรู้จักการดื่มชา มีที่มาจากงานพระราชพิธีอภิเษกสมรสของพระเจ้าชาลส์ที่ 2 แห่งอังกฤษและแคทเธอรีนแห่งบราแกนซา เจ้าหญิงแห่งโปรตุเกส ในปี ค.ศ.1662 เนื่องจากเจ้าหญิงทรงเป็นนักดื่มชาตัวยง พระองค์ทรงนำหีบชาเข้ามายังอังกฤษ และมีรับสั่งให้ชงเพื่อเสิร์ฟให้เหล่าขุนนางชั้นสูงภายในงาน ผู้ที่ได้ลิ้มรสชาต่างรู้สึกประทับใจในรสชาติอันแปลกใหม่

ต่อมาการดื่มชาจึงกลายเป็นแฟชั่นของชนชั้นสูง จนกระทั่งในศตวรรษที่ 19 ชากลายเป็นเครื่องดื่มยอดนิยม ชาวอังกฤษทุกระดับชั้น ทุกเพศ ทุกวัย ต่างชื่นชอบการดื่มชา ทำให้ชากลายเป็นส่วนหนึ่งของสังคมอังกฤษไปโดยปริยาย โดยในภาษาอังกฤษยังมีสำนวน ‘My Cup of Tea’ ที่หมายถึง ความชื่นชอบและความโปรดปราน หากไม่ชอบก็เพียงพูดว่า ‘It’s not my cup of tea’ ก็เป็นอันเข้าใจกัน 

สหรัฐอเมริกา

เมื่อชาวยุโรปเดินทางไปยังดินแดนใหม่อย่างสหรัฐอเมริกา พวกเขานำใบชาและอุปกรณ์ชงชาติดตัวไปด้วย เนื่องจากดื่มชาจนติดเป็นนิสัยแล้ว ชาในสหรัฐฯ เริ่มต้นขึ้นที่ New Amsterdam หรือมหานครนิวยอร์กในปัจจุบัน ก่อนจะแพร่หลายไปทั่วประเทศ  

นอกจากนี้ชายังมีบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์โลก รู้จักกันในชื่อ The Boston Tea Party หรือ ‘งานเลี้ยงน้ำชาที่บอสตัน’ เกิดขึ้นในปี ค.ศ.1773 ซึ่งนับเป็นเหตุการณ์สำคัญที่เป็นชนวนนำไปสู่การปฏิวัติอเมริกาในปี ค.ศ.1776 

เมื่อชาวอาณานิคมอังกฤษในขณะนั้น (ชาวอเมริกัน) ไม่พอใจภาษีใบชาที่ทางรัฐบาลอังกฤษบังคับให้จ่ายอย่างไม่เป็นธรรม ทั้งที่ชาวอาณานิคมเองไม่ได้มีผู้แทนโดยตรงในรัฐสภาอังกฤษ จึงทำให้เกิดคำขวัญ No Taxation Without Representation หรือ ‘ไม่เสียภาษีหากไม่มีผู้แทน’ จนนำไปสู่การประท้วงต่อต้านครั้งใหญ่ที่มีใบชาเข้าไปเป็นบริบทหนึ่งของเหตุการณ์โลก

ชารอบโลก

  • อังกฤษ นิยมรับประทานควบคู่กับบิสกิต มีวัฒนธรรมการจิบชายามบ่ายที่เรียกว่า Afternoon Tea และ High Tea หรือการจิบชามื้อดินเนอร์
  • ญี่ปุ่น ชาเขียวมัตฉะคือเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ญี่ปุ่นยังมีพิธีชงชา 'ซะโด' ที่เน้นความสงบและเรียบง่ายตามวิถีแห่งเซน
  • ไต้หวัน รสชาติหวาน นิยมใส่เม็ดเล็กๆ เคี้ยวหนึบหนับ คนไทยรู้จักกันในชื่อ ชานมไข่มุก แต่คนไต้หวันจะเรียกว่า ‘เจินจูไหน่ฉา’
  • ไทย มักนำพืชสมุนไพรมาสกัดเป็นชา และยังมีชาหลายประเภท เช่น ชาร้อน ชาดำ ชามะนาว ชาเย็น นิยมทานคู่ปาท่องโก๋ในมื้อเช้า
  • อินเดีย ลักษณะคล้ายชาอังกฤษ แต่บางครั้งมีการนำเครื่องเทศมาต้มผสมกับใบชา เพิ่มความหวานด้วยการเติมน้ำตาลและนม
  • ทิเบต ชาของชาวทิเบตพิเศษตรงที่มีการผสมน้ำนมของจามรีหรือนมแพะลงไปด้วย บางครั้งเพิ่มรสชาติด้วยการใส่เนยและเกลือ
  • ศรีลังกา รู้จักกันในชื่อ ‘ชาซีลอน’ มีสีดำ มีกลิ่นหอม และมีรสชาติที่ค่อนข้างเข้มข้น จนต้องเติมนมเพื่อเพิ่มรสชาติหวาน
  • อียิปต์ ชาของอียิปต์นิยมชงให้มีรสชาติเข้มข้น และไม่ใส่นม แต่มักเติมรสชาติด้วยน้ำตาลหรือมิ้นต์
  • พม่า ชาพม่ามีความใกล้เคียงกับชาไทย แต่จะใส่นมเพื่อให้รสชาติหอมหวานกลมกล่อม นิยมดื่มชาในตอนเช้าพร้อมสลัดหรือเมี่ยง
  • เวียดนาม ‘อาร์ติโชค’ คือชาขึ้นชื่อของเวียดนาม สกัดทำมาจากดอกขนาดใหญ่ของพืชเมืองหนาวชนิดหนึ่ง มีรสชาติหวานอ่อนๆ
  • รัสเซีย ชาวรัสเซียนิยมดื่มชาเขียวและชาดำ เนื่องจากให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย มักกินน้ำตาลหรือแยมก่อนจะเริ่มจิบชา
  • แอฟริกาใต้ นิยมดื่มชาดำแบบชงเข้มข้น แต่ก็มีชาพื้นเมืองของตัวเองเรียกว่า ‘Red Bush Tea’ เมื่อชงแล้วจะมีสีแดง

ชายอดนิยม

World of Tea สุนทรีย์แห่งชา,สกู๊ป,Rabbit Today

ชาเขียว ได้รับความนิยมมาก มักนำไปประยุกต์เป็นส่วนผสมของอาหารประเภทต่างๆ มักใช้เป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอความแก่ บรรเทาอาการปวดศีรษะ แก้กระหายน้ำ และช่วยขับปัสสาวะ

World of Tea สุนทรีย์แห่งชา,สกู๊ป,Rabbit Today

ชาขาว ค่อนข้างราคาแพง เนื่องจากเป็นชาที่เก็บเกี่ยวได้แค่บางช่วงเวลาเท่านั้น  มีสรรพคุณช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์ ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล บำรุงหัวใจ และลดความเสี่ยงของการเกิดโรคไขข้ออักเสบ

World of Tea สุนทรีย์แห่งชา,สกู๊ป,Rabbit Today

ชาดำ เป็นชาที่มีความเข้มข้น อาจมีรสชาติขมเล็กน้อย ช่วยบำรุงโลหิตสำหรับสตรี ทำให้ร่างกายรู้สึกกระปรี้กระเปร่า ช่วยล้างสารพิษในร่างกาย ช่วยเพิ่มการเผาผลาญไขมันในร่างกาย

World of Tea สุนทรีย์แห่งชา,สกู๊ป,Rabbit Today

ชาอู่หลง ได้รับความนิยมสำหรับคนทุกเพศทุกวัย เนื่องจากมีรสชาติอร่อยและยังช่วยลดระดับไขมันในเส้นเลือด ชาวจีนจึงมักดื่มหลังมื้ออาหาร แถมยังมีสารโพลิฟินอลที่ช่วยบำรุงผิวพรรณอีกด้วย

World of Tea สุนทรีย์แห่งชา,สกู๊ป,Rabbit Today

เคล็ดลับชงชาให้อร่อย

สำนวนจีนมีคำกล่าวว่า ‘ชาที่ดีย่อมไม่กลัวการชิมที่พิถีพิถัน’ เนื่องจากการชงชาเป็นศิลปะอย่างหนึ่ง รสชาติที่ดีของชานอกจากมีใบชาคุณภาพเป็นปัจจัยแล้ว กรรมวิธีการชงก็เป็นขั้นตอนสำคัญ

ทั้งนี้ชาแต่ละประเภทต้องใช้น้ำร้อนที่มีระดับอุณหภูมิแตกต่างกัน กาต้มน้ำ และอุปกรณ์ต่างๆ ต้องสะอาด เพื่อให้ชามีรสชาติและกลิ่นที่บริสุทธิ์ที่สุด ปริมาณน้ำร้อนและระยะเวลาในการแช่ถุงชาก็สำคัญไม่แพ้กัน และไม่ควรแช่ถุงชาทิ้งค้างไว้

ชาที่ใช้สำหรับชงชาส่วนใหญ่ควรเป็นน้ำต้มสุกเพื่อให้ชาคลายกลิ่นและรสออกมาอย่างเต็มที่ ส่วนน้ำที่ใช้สำหรับชงชาเขียว ควรอยู่ที่อุณหภูมิระหว่าง 70-90 องศาเซลเซียส เมื่อน้ำเดือดแล้วควรวางทิ้งไว้สัก 2-3 นาที ก่อนจะนำมาชงชา 
ทุกครั้งที่คุณกำลังดื่มชา…นั่นคือคุณกำลังสานต่อวัฒนธรรมเก่าแก่ของมนุษย์ที่สืบทอดต่อกันมายาวนานเกือบ 5,000 ปีเชียวนะ 

ใบชาที่มีราคาแพงที่สุดในโลก

‘ต้าหงผาว’ คือชื่อของชาที่มีราคาแพงที่สุดในโลก อยู่ที่ราคากิโลกรัมละ 1.2 ล้านดอลลาร์! ชาชนิดนี้ที่มีประวัติความเป็นมาตั้งแต่ในสมัยราชวงศ์หมิงของจีน (ค.ศ.1368-1644) 

มีเรื่องเล่าว่าพระมารดาของจักรพรรดิล้มป่วย ไม่มียาใดรักษาได้ แต่เมื่อได้ดื่มจากเขาอู่อี๋ซาน ในมณฑลฝูเจี้ยน อาการป่วยกลับดีขึ้นจนเป็นที่เลื่องลือว่านี่คือชามหัศจรรย์ ชาชนิดนี้ขึ้นบนภูเขาหิน คนไม่สามารถขึ้นไปเก็บได้ จึงใช้ลิงให้ปีนขึ้นไปเก็บแทน ชาวบ้านใช้ผ้าคลุมสีแดงผูกตัวลิงไว้เพื่อให้สังเกตได้ง่าย จึงเป็นที่มาของชื่อ ต้าหงผาว ซึ่งแปลว่า ผ้าคลุมสีแดงผืนใหญ่

ในปี ค.ศ.1849  Robert Fortune นักพฤกษศาสตร์ชาวอังกฤษเดินทางมายังจีน และนำเมล็ดพันธุ์ของชากลับไปปลูกที่อังกฤษ ทว่าเมล็ดพันธุ์เหล่านั้นไม่สามารถเติบโตและงอกงามได้ เนื่องจากปัจจัยด้านสภาพภูมิอากาศ 

ว่ากันว่าต้นชาดั้งเดิมจำนวน 6 ต้นในสมัยราชวงศ์หมิงยังคงยืนต้นอยู่จนถึงปัจจุบัน ทางรัฐบาลจีนได้ประกาศยกย่องชาต้าหงผาวให้เป็นสมบัติล้ำค่าของแผ่นดิน 

BBC รายงานว่าเมื่อปี 2002 ชาต้าหงผาวปริมาณ 1 กรัม มีราคา 1,400 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 46,000 บาท สาเหตุที่ราคาสูงเนื่องจากต้นชามีจำนวนน้อย แต่ความต้องการซื้อชามีสูงมาก และเพาะปลูกได้ดีเฉพาะในอู่อี๋ซานเท่านั้น 

อย่างไรก็ตาม กรรมวิธีในการผลิตชาต้าหงผาวถูกเก็บไว้เป็นความลับโดยรัฐบาลจีน ปัจจุบันชาต้าหงผาวมักถูกใช้เป็นของที่ระลึกสำหรับเพื่อมอบให้บุคคลสำคัญระหว่างประเทศ 

DID -YOU-KNOW-logo

แม้แต่คำว่า ‘ชา’ ยังมีความเป็นมา

World of Tea สุนทรีย์แห่งชา,สกู๊ป,Rabbit Today

ภาษาจีน

茶 อ่านว่า ‘ฉา’   

ภาษาจีนเป็นอักษรรูปภาพ ในคำนี้ประกอบด้วยตัวอักษรที่สื่อถึง หญ้า คน และต้นไม้

World of Tea สุนทรีย์แห่งชา,สกู๊ป,Rabbit Today

ภาษาญี่ปุ่น

お茶 อ่านว่า ‘โอะฉะ’ 

ในภาษาญี่ปุ่นมีการนำตัวอักษรจีน (แบบตัวเต็ม) มาใช้ แต่เรียกชื่อว่าตัวอักษรคันจิ

World of Tea สุนทรีย์แห่งชา,สกู๊ป,Rabbit Today

ภาษาไทย

ชา 

ได้รับอิทธิพลด้านการออกเสียงมาคำว่า ฉา ในภาษาจีน 

World of Tea สุนทรีย์แห่งชา,สกู๊ป,Rabbit Today

ภาษาอังกฤษ

Tea อ่านว่า ‘ที’ 

ชาวจีนในมณฑลฝูเจี้ยนซึ่งพูดภาษาจีนฮกเกี้ยน เรียกชาว่า ‘เต๋’ คนอังกฤษจึงออกเสียงเพี้ยนเป็นคำว่า Tea 


AUTHOR :

Rabbit Today
Rabbit Today
Rabbit Today สื่อรายวันที่พร้อมจะเป็นเพื่อนกับผู้อ่าน เปิดกว้างในทุกๆมุมมองอย่างสร้างสรรค์ เราพร้อมที่จะเชื่อมต่อกับคุณในทุกช่องทาง เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจดีๆสู่คุณ...

BeWild-Liptint-Mascara-Rabbit-Today_11-12-2018
BeWild-Liptint-Mascara-Rabbit-Today_30-11-2018
AD-MotorShow2018-Rabbit-Today-Block-27Nov-26Dec2018
BeWild-Eyebrow-Ad-Block-Rabbit-Today
Chevron-AD-Block-16Nov-15Dec2018-Rabbit-Today