เรื่องเด่น

ศักดิ์สิทธิ์ เวชสุภาพร สุขก่อน ชนะก่อน HAPPY WINNER

Published 3 มี.ค. 2019

By เอกชยา

tor-saksit-interview-scoop-Rabbit-Toady-banner

การเป็นลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของนักดนตรีคนดัง ‘นคร เวชสุภาพร’ อดีตหัวหน้าวง ‘แกรนด์เอ็กซ์’ วงดนตรีสตริงคอมโบอันโด่งดังในยุค 70’s ไม่ได้เพิ่มแต้มต่อให้กับ ‘โต๋-ศักดิ์สิทธิ์ เวชสุภาพร’

ตรงกันข้าม กลับเพิ่มแรงกดดันและท้าทาย ให้เขาต้องพิสูจน์จุดยืน ความเป็นตัวตน เป็นนักดนตรี เป็นศิลปินนักร้องด้วยความสามารถของตัวเอง โดยปราศจากร่มเงาพ่อ

16 ปี บนถนนสายบันเทิง จากวันนั้นถึงวันนี้ ชายหนุ่มพิสูจน์ตัวเองแล้วว่า ความสามารถอันโดดเด่นนั้นได้รับการยอมรับจากทุกคน

ยิ่งกว่า 3 หรือ 4 ผ่านเลยด้วยซ้ำ แต่…เขายังไม่ยอมหยุดเพียงเท่านั้น

โต๋ให้เหตุผลว่า “ศิลปินต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ในยุคสมัยนี้ให้ได้ ไม่อย่างนั้นเราจะกลายเป็น Nostalgia…ย้อนวัยทันที”

ใครเล่าจะอยากติดกับดักความสำเร็จ แล้วกลายเป็นคนตกยุค

ศักดิ์สิทธิ์ เวชสุภาพร สุขก่อน ชนะก่อน HAPPY WINNER,สัมภาษณ์,Rabbit Today

Q: ขอย้อนอดีตไปไกลสักหน่อย ตั้งแต่คุณยังเป็นหนึ่งในสมาชิกวง B5 ศิลปินสังกัดเบเกอรี่มิวสิค บอย โกสิยพงษ์ เคยบอกไหมว่า เขาเห็นอะไรในตัว ศักดิ์สิทธิ์ เวชสุภาพร

A: (คิดนาน) ผมไม่เคยถามพี่บอยเลยครับ รู้แต่ว่าเขาเห็นผมในโบสถ์ โดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเป็นลูกพ่อ เขามางานคริสต์มาส ตอนนั้นผมอายุ 19 และเล่นเปียโน หลังจบงานพี่บอยมาสวัสดีคุณพ่อ และบอกว่าชอบบรรยากาศงาน เสียงเปียโนที่พี่เปิดมันเป็นซีดีอะไรเหรอ ฟังเข้ากับบรรยากาศ

คุณพ่อบอกว่าไม่ได้เปิดซีดี เนี่ย…ลูกเล่นอยู่ คือเปียโนจะอยู่ด้านข้างเวทีไงครับ ก็เลยแนะนำว่า นี่โต๋ ลูกชายพี่ พี่บอยเลยชวนผมไปร่วมงานเบื้องหลังก่อน ผมไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่า ถ้าเกิดพี่บอยชวนไปเป็นศิลปินเลย คุณพ่อจะให้หรือเปล่า เพราะตั้งแต่เด็ก ท่านไม่ได้อยากส่งเสริมให้ลูกเป็นศิลปินอยู่แล้ว แต่เห็นผมชอบดนตรีก็เลยให้ไปช่วยพี่บอยทำเพลง เริ่มจากเป็นนักดนตรีในห้องอัดก่อน ตอนนั้นผมยังเรียนเอแบคอยู่ เลิกเรียนบ่าย 3 โมงครึ่ง สัก 4-5 โมง ก็จะเข้าห้องอัด ยาวไปประมาณสัก 2-3 ทุ่ม 

พี่บอยถามว่า ความฝันของโต๋คืออะไร ผมบอกอยากมีอัลบั้ม มีแต่งเพลงไว้เองบ้าง อยากร้องเพลงที่แต่งเอง

Q: ความฝันนี้เคยบอกกับคุณพ่อไหม

A: บอกครับ คุณพ่อรู้ แต่ท่านพูดเสมอตั้งแต่ผมยังเด็กว่าชีวิตในวงการบันเทิงไม่ได้สวยงามหรือมีความสุขอย่างที่คิดไว้หรอก มีความกดดัน มีการจับจ้อง และอะไรอีกหลายอย่าง แต่ถ้ามันเป็นลิขิต หรือคริสเตียนบอก…เป็นสิ่งที่พระเจ้าเตรียมไว้ให้ พ่อก็จะต้องดูแลให้ดีที่สุด

การเดินทางในเส้นทางสายดนตรีของผมก่อนจะเจอพี่บอย เขาไม่ใช่คนแรกที่ผมได้เจอนะ ก่อนหน้านั้นผมมีโอกาสเข้าไปค่ายใหญ่ ซึ่งคุณพ่อก็รู้จัก เพื่อนพ่อเห็นผมเล่นดนตรีได้ เลยชวนเข้ามาคุยกันหน่อย คุณพ่อไม่อยากให้ไป แต่ผมอ้อนจนได้ไปน่ะ บอกขอไปเถอะ อุตส่าห์เรียนมา เพราะในใจคืออยากทำ ผมแต่งเพลงของตัวเองมาตั้งแต่อายุ 12-13 ปี

ณ ตอนนั้น คุณไม่มีทางแจ้งเกิดเป็นศิลปินถ้าไม่ได้สังกัดค่ายใหญ่ นี่คือวิถีการเป็นนักร้องสมัยก่อน ผมบอกพ่อว่า ขอเข้าไปคุยเถอะ พ่ออนุญาตจึงได้เข้าไปนำเสนองาน ซึ่งได้รับฟีดแบ็กหลายอย่าง เช่น เด็กผู้ชายกับเปียโนมันยังไม่แข็งแรงพอที่จะทำเป็นอัลบั้ม ตอนนั้นเป็นยุคบอยแบนด์ และเขาอยากจับผมไปเป็นบอยแบนด์ บอกพร้อมทำเลย ผู้ใหญ่โอเค

ศักดิ์สิทธิ์ เวชสุภาพร สุขก่อน ชนะก่อน HAPPY WINNER,สัมภาษณ์,Rabbit Today

Q: นึกไม่ออก ถ้าโต๋-ศักดิ์สิทธิ์ กลายเป็นบอยแบนด์ในวันนั้น

A: วันนี้เราคงไม่ได้เจอกันครับ (หัวเราะ)

Q: ตอนได้รับฟีดแบ็ก ‘เด็กผู้ชายกับเปียโน ยังไม่แข็งแรงพอ’ เดาว่าคุณคงอกหัก

A: ผมเจอประโยคนี้ตอนอายุ 16 นะครับ ตอนกำลังไฟแรง เดินเข้าไปในค่ายใหญ่ด้วยความรู้สึกว่า วันนี้ฝันของฉันจะเป็นจริงแล้ว เข้าห้องเทสต์ ร้องเพลงให้เขาฟัง จำได้วันนั้นผมแทบไม่ได้เล่นเพลงที่ตัวเองแต่งสักเท่าไร หมดเวลาไปกับการสกรีนเทสต์ และได้เล่นเพลงตัวเองนิดหน่อยเพราะเขาไม่มีเปียโน สุดท้ายฟีดแบ็กก็ออกมาประมาณนี้ ยังไม่แข็งแรงพอที่จะทำเป็นศิลปินเดี่ยว อยากให้ทำเป็นบอยแบนด์ หรือบางคนก็มีฟีดแบ็กในทำนองว่ายังซอฟต์ไป หาตัวเองยังไม่เจอ

ถามว่าเฮิร์ตไหม ก็เฮิร์ตนะครับ นั่นเป็นครั้งแรกในชีวิตที่รู้สึกว่า…โอ้โห มันขนาดนี้เลยเหรอ อกหัก เด็กๆ เราฝันว่าอยากจะเห็นคุณพ่อเปิดคอนเสิร์ต หรือเห็น เอลตัน จอห์น เล่นเปียโนบนคอนเสิร์ต เปียโนมันถูกดันออกมาอยู่ข้างหน้าได้นี่หว่า นั่นคือความฝัน พอเขาโทรมาชวนว่าจะทำบอยแบนด์ไหม ผมถามความคิดเห็นคุณพ่อ ท่านหัวเราะและบอกว่า ก็บอกแล้วว่าไม่ต้องไปตั้งแต่แรก

ผมตอบเขาไปว่า…ถ้าไม่ได้ทำในสิ่งที่คิดว่าอยากจะเป็น งั้นไม่ทำดีกว่า ไอ้ตอนตอบน่ะเท่ แต่พอวางสายปุ๊บ รู้สึกว่า…จริงหรือวะ นี่มันเป็นโอกาสที่ผมเชื่อว่าหลายคนก็รออยู่ แต่เราปฏิเสธ และการปฏิเสธครั้งนี้ไม่ได้แปลว่าอนาคตผมจะได้เป็นศิลปิน อาจจะไม่มีโอกาสแบบนี้เข้ามาอีกแล้วก็ได้ แต่มาคิดดูอีกทีหากไม่ใช่สิ่งที่ชอบ ผมก็ไม่อยากทำ (ย้ำอีกครั้ง)

Q: คุณเลือกเดินบนเส้นทางสายดนตรีมาตั้งแต่เด็กใช่ไหม

A: (พยักหน้า)

ศักดิ์สิทธิ์ เวชสุภาพร สุขก่อน ชนะก่อน HAPPY WINNER,สัมภาษณ์,Rabbit Today

Q: คำฝรั่งบอก Like Father, Like Son สำหรับคุณก็ตรงเลยน่ะสิ

A: ถามว่าคำนี้ตรงไหม ตรงครับ แต่จริงๆ มันตรงมากกว่าอีกนะ Like Father, Like Son อาจผิวเผินไปเลยสำหรับผม โอเค มันใช้ไม่ได้กับพ่อลูกทุกคู่หรอก แต่ในคู่ที่ใช้ได้ มันลึกกว่าคำว่า Like Father, Like Son อีก เพราะไม่ได้แค่เหมือนน่ะ แต่ผมถูกปลูกฝังมา ผมชอบคำว่า The apple doesn’t fall far from the tree มากกว่า ลูกแอปเปิ้ลตกไม่ไกลต้น เพราะเราโตมากับการปลูกฝังทุกๆ อย่าง สิ่งที่เราพูด ที่เราเป็นในวันนี้ ความคิดของเราก็ถูกปลูกฝังมาจากคุณพ่อ

ผมเรียนดนตรี ซ้อมดนตรีมาตั้งแต่เด็ก เขาจะสอนทฤษฎี สอนการเล่นดนตรี แต่ไม่มีที่ไหนสอนวิธีการใช้ชีวิตให้เป็นนักดนตรีที่ดี แต่นี่คือสิ่งที่พ่อสอน และผมโชคดีที่ถูกสอนสิ่งเหล่านี้มาตั้งแต่เด็ก ตั้งแต่ยังไม่เข้าวงการ คุณพ่อจะเล่าว่า อยู่วงการเป็นอย่างไร จะเจอความกดดันอย่างไร คนเขาจะมาดูชีวิตโต๋นะ แต่ถ้าเกิดโต๋เป็นนักดนตรี โต๋ไปเล่นที่ไหน เล่นไปเลย ไม่มีใครสนใจ แต่เมื่อไหร่เป็นศิลปิน เขาไม่ได้ดูแค่เล่นดนตรี แต่จะดูว่าโต๋นิสัยเป็นอย่างไร ชีวิตส่วนตัว เรื่องที่บ้าน…เขาดูทุกอย่าง คุณพ่อถามว่าแล้วเราพร้อมหรือที่เวลาไปไหนแล้วมีกล้องมาตาม พ่อพูดตั้งแต่สมัยโทรศัพท์เรายังไม่มีกล้องถ่ายภาพ-ถ่ายวิดีโอเลยครับ โต๋พร้อมไหม ไปไหนมาไหนทุกคนต้องจับตามอง พูดอะไร ทำอะไร โต๋รับไหวไหม

Q: เมื่อเข้ามาสัมผัสการทำงานในวงการจริงๆ มันยากอย่างที่พ่อเตือนไว้ไหม

A: ไม่ได้ยากกว่า มันแค่ปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย แต่ส่วนใหญ่ก็เหมือนที่คุณพ่อพูด ผู้ใหญ่สอนเราจากประสบการณ์ครับ เรารับฟัง ถามว่าเรียนรู้ไหม เราเรียนรู้ แต่มันอาจจะไกลตัว ไม่มีอะไรเหมือนกับวันที่เราเจอจริงๆ หรอก อย่างผมอธิบายคุณแทบตายว่า เดี๋ยวเวลาตกน้ำคุณจะจม ความรู้สึกของมันคือหายใจไม่ออกนะ แต่มันเทียบไม่ได้หรอกกับเวลาที่คุณตกน้ำลงไปจริงๆ และเวลาคุณตกลงไปปุ๊บ มันจะนึกถึงคำที่คุณพ่อเคยบอกไว้ว่า เป็นอย่างนี้นี่หว่า เราต้องตั้งสติให้ได้ และต้องพยายามปรับตัวเองให้รอดผ่านมาได้

ผมเข้ามาในวงการตั้งแต่ปี 2003 ตอนนั้นยังไม่มีโซเชียลมีเดียเหมือนทุกวันนี้ เป็นยุคกระทู้ เว็บบอร์ด พันทิป เด็กดี ซึ่งผมก็เจอแรงกดดันตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาในวงการ พอคนรู้ว่าเป็นลูกคุณพ่อปุ๊บ ก็จะตั้งแง่เลยว่า เข้ามาได้เพราะคุณพ่อ เป็นเด็กเส้นหรือเปล่า

ศักดิ์สิทธิ์ เวชสุภาพร สุขก่อน ชนะก่อน HAPPY WINNER,สัมภาษณ์,Rabbit Today

Q: เข้าวงการว่ายากแล้ว การรักษาชื่อเสียงยิ่งยากกว่านั้นอีก

A: อันนี้จริงครับ เข้ามาง่าย แต่อยู่ให้นานยากกว่า

Q: ซึ่งคุณอยู่นาน

A: ขอบคุณครับ มันเป็นการเรียนรู้ ยิ่งสมัยนี้เข้าวงการง่ายกว่าเดิมเยอะ มีหลายวิธีที่ทำให้เข้ามาได้ง่าย แต่การจะอยู่นานผมคิดว่า…ชีวิตคือการเรียนรู้และพัฒนาตัวเองไปเรื่อยๆ การเป็นศิลปินก็เป็นอย่างนั้นครับ ทั้งในแง่ความสามารถ ผลงาน เรามีการเติบโตและการเดินทาง เข้าใจอะไรมากขึ้น ปรับเปลี่ยนตัวเองมากขึ้น คุณต้องแบกรับอะไรที่ยากมากขึ้น แต่ทุกอุปสรรค ทุกคำวิจารณ์ เป็นสิ่งที่อยู่ในตัวคุณ ว่าจะตีไปในมุมบวก เสริมตัวเอง หรือมุมลบ คอยทุบตัวเองลง เหล่านั้นเป็นบททดสอบว่าจะเดินต่อไปได้หรือเปล่า

Q: มีขั้นตอนหรือช่วงเวลาไหนที่รู้สึกว่าตัวเองเติบโตแบบก้าวกระโดดบ้างไหม

A: จริงๆ แล้วผมไม่ค่อยได้มีเรื่องใหญ่ๆ ในชีวิตขนาดนั้น แน่นอน, ที่ผ่านมาผมต้องพิสูจน์ตัวเองตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาในวงการ คำวิพากษ์วิจารณ์คือแรงผลักให้ตั้งใจทำงานตั้งแต่วันแรกที่เข้ามา จนผมมีอัลบั้มเดี่ยว เพลง ‘รักเธอ’

อ่านปากของฉันนะ…ว่ารักเธอ (เนื้อร้องท่อนฮุก) นั่นคือผมเดินทางมาตลอด มันคือ Coming of Age โดยแท้จริง คือทุกคนโตตามวัย ตอนเด็กเราคิดอีกแบบ และคิดว่าสิ่งที่เปลี่ยนชีวิตของผมอย่างมากเลยนะ คือการเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตให้เป็นคนธรรมดา

ศักดิ์สิทธิ์ เวชสุภาพร สุขก่อน ชนะก่อน HAPPY WINNER,สัมภาษณ์,Rabbit Today

Q: ใช้ชีวิตให้เป็นคนธรรมดา

A: จริงครับ ผมรู้สึกว่า เมื่อก่อนชีวิตผม ถ้าให้วาดกราฟ ผมจะวาดชัดเจนเลยว่า เข้ามา 2003 ตอนบีไฟว์ บรรเลงเปียโน จนถึง 2007 ผมออกอัลบั้ม ‘รักเธอ’  นั่นคือเพลงที่ทำให้กลายเป็นศิลปินเดี่ยวเต็มตัว ซึ่งยิ่งเดินไปข้างหน้าเท่าไร ผมยิ่งกดดันตัวเองมากขึ้น ผมรู้สึกว่าตัวเองต้องทำมากขึ้น ระหว่าง 2003 ถึง 2013 สิบปีแรกในวงการ ผมออกผลงานอัลบั้มแทบทุกปี แต่งเพลง เรียบเรียง ทำเพลงเองแทบทุกอย่าง ขึ้นเล่นคอนเสิร์ตทุกปี มีอัลบั้มเพลงบรรเลงอีก ที่ผ่านมาผมมีอัลบั้มมาแล้วทั้งหมด 11 อัลบั้ม ออกทุกปี ทุกวันผมแทบจะไม่ไปไหน อยู่บ้าน แต่งเพลง

Q: คลั่งงาน…ว่างั้น

A: ครับ, เรียกว่าบ้างานเลยละ ตอนนั้นรู้สึกว่าต้องพิสูจน์ตัวเอง จนวันหนึ่งตอนปี 2013 ผมรู้สึกหมดไฟ แห้งเลยละ ไม่อยากแต่งเพลง ไม่อยากทำเพลง ไม่อยากจับเปียโนอีกแล้ว…เบื่อ บอกทางค่ายว่าขอหยุดก่อนนะ และผมก็หยุดทำงานเพลงไปประมาณปีถึงสองปี ขอไปเที่ยว เตะบอล ผมไม่แต่งเพลง ไม่ทำอะไรเลย มันไม่เชิงว่าอิ่มตัว แต่เป็นช่วงหาอยู่ว่าแล้วมันคืออะไร สุดท้ายมาตั้งหลักได้ใหม่ กลับมาทำงานเพลงจนเป็นอัลบั้ม ‘Chapter 1’ เพลง ‘สักวันคงได้เจอ’ ตอนปี 2016

และหากสังเกต เมื่อก่อนผมไม่ใช่คนพูดเก่งแบบนี้ ขึ้นเวทีคอนเสิร์ตผมยังไม่พูด จะไม่ลุกออกมาจากเปียโนเด็ดขาด เพราะจุดนั้นคือเซฟโซนของผม อย่ามายุ่ง อยู่ตรงนี้คือสบายดีแล้ว อย่าให้ลุกขึ้น หรือไปสัมภาษณ์…ไม่ไป ไม่ชอบ ขออยู่ตรงนี้แหละ แต่พอกลับมาอีกครั้ง หลายคนได้เห็นผมในหลายบทบาทมากขึ้น ทั้งการเป็นคอนเมนเตเตอร์ เตะฟุตบอล หรือการแสดง ฯลฯ

สิ่งที่ผมอยากบอก นี่คือความสุขของการเป็นคนธรรมดา การได้ใช้ชีวิต ซึ่งมันดีนะ ที่ผ่านมาผมไม่ได้ใช้ชีวิต ไม่ได้ออกไปใช้ชีวิต (ย้ำ)

ศักดิ์สิทธิ์ เวชสุภาพร สุขก่อน ชนะก่อน HAPPY WINNER,สัมภาษณ์,Rabbit Today

Q: ช่วงหยุดพักเคยมีแวบหนึ่งไหมที่คิดว่า หรือเส้นทางการเป็นศิลปินของตัวเองหมดอายุลงแล้ว

A: อืม…คือศิลปินก็มีอายุขัยเหมือนกันนะ เคยคิดครับว่าหรือมันจะหมดแล้ว ที่ผ่านมาผมมีเพลงฮิต มีคอนเสิร์ต ทั้งที่พารากอนฮอลล์ ทั้งอิมแพค อารีน่า คอนเสิร์ตเดี่ยวก็ได้เล่น หรือมันถึงเวลาที่ต้องเตรียมตัวไปทำอย่างอื่น

Q: แล้วเคยถามพระเจ้าไหมว่า ชีวิตต้องเดินต่อไปอย่างไร

A: ถามครับ (ตอบทันที) แต่ผมเชื่อว่าพระองค์ตระเตรียมอะไรไว้เสมอ กับคิดว่าทุกช่วงเวลาชีวิต พระเจ้าต้องการให้เราได้เรียนรู้ และสอนอะไรบางอย่าง ผมเข้าใจเลยว่า ทุกอย่างในชีวิตมีวันหมด เมื่อก่อนผมทำงานแบบไม่คิดถึงวันนี้ ออกอัลบั้ม ลุยงานทุกอย่างเองหมดเลย จนไม่ได้ใช้ชีวิต กลายเป็นคนไม่ค่อยมีเพื่อน คุณพ่อคุณแม่ก็ไม่ค่อยได้เจอ เพราะชีวิตนี้มุ่งแต่ทำงานเพียงอย่างเดียว

กับชีวิตการเป็นศิลปิน ก็ทำตัวเป็นศิลปินจริงๆ ไม่เคยออกไปดูหนังข้างนอกบ้าน กลัว เหมือนเราสร้างเกราะขึ้นมาพร้อมๆ กันกับชื่อเสียง เราวางตัวเองไว้กับความคาดหวังของทุกคน จนวันหนึ่ง…ช่างมัน ผมรู้สึกว่าตัวเองต้องออกไปใช้ชีวิต กินข้าว เที่ยว เล่น กระทั่งกลับมาอีกครั้งตอนปี 2016 พร้อมคติประจำใจของผมอันใหม่ จากเมื่อก่อนผมอาจจะทำงาน คาดหวังว่าตัวเองจะต้องประสบความสำเร็จก่อนถึงจะมีความสุข แต่คติใหม่ของผมคือ…มีความสุขก่อนแล้วเดี๋ยวมันจะดีเอง เอาความสุขตั้ง ไม่ว่าเล่นคอนเสิร์ตเต็มร้อยแล้วมันจะได้แค่ 80-90% หรือแค่ 50% ในครั้งนี้ ผมถือว่าประสบความสำเร็จ

Q: ตัวตนจริง คุณเป็นคนอย่างไร

A: ผมเป็นผู้ชายปกติครับ เตะบอล ลุยๆ แต่ด้วยอะไรบางอย่างตอนเข้ามาในวงการใหม่ๆ ทำให้ผมดูขี้เขิน ขี้อาย ผมถึงชอบคำคำนี้  Coming of Age เวลามันจะสอนอะไรคุณบางอย่าง กับเชื่อว่าทุกอย่างเข้ามาในโมเม้นต์ของมันจริงๆ ทำให้เราต้องเปลี่ยน จากเคยมีอะไรสักอย่างในตัวเราที่ไม่สามารถเอาออกมาได้ จนเรายอมถอยหลังไปก้าวหนึ่ง แล้วหาวิธี ถ้ากลับมาใหม่ต้องไม่มีความกลัว กับต้องมีความสุขไว้ก่อน

ตอนเด็กผมขึ้นเวทีคอนเสิร์ต ตั้งใจจะเอาร้อย เป็นนักเรียนที่เอาเอน่ะ เพอร์ฟอร์แมนซ์ผมต้องได้ ต้องดี ต้องซ้อมหนัก และผมจะเกร็ง หรืออย่างสคริปต์เวลาพูด ทุกอย่างอยากให้ออกมาสมบูรณ์แบบตามที่ตั้งใจทุกอย่าง พอไม่ได้อะไรบางอย่างก็จะเฟล จะเป็นทุกข์ แต่พอผมเรียนรู้ที่จะเอาความสุขเป็นตัวตั้ง มันผ่อนคลายมาก คนดูคอนเสิร์ตเขาไม่ได้มาจะดูว่าคุณเก่งแค่ไหน ไม่ใช่เลย เขาต้องการมามีความสุข ถ้าคุณเอาพลังความสุขนำ เขาจะได้รับความสุข ซึ่งนั่นเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

ศักดิ์สิทธิ์ เวชสุภาพร สุขก่อน ชนะก่อน HAPPY WINNER,สัมภาษณ์,Rabbit Today

Q: เปลี่ยนมาคุยเรื่องผลงานเพลงบ้าง ‘ยิ้มก็พอ’ มีคนบอกบอกว่ายิ่งอายุเยอะขึ้น คุณยิ่งทำเพลงเด็กลง…จริงหรือ

A: (ยิ้มก่อนตอบ) ‘ยิ้มก็พอ’ เป็นอัลบั้มชุดใหม่หลังจาก ‘สักวันได้เจอ’ แฟนเพลงจะชอบแซว…ทำไมพี่โต๋ ยิ่งอายุมากขึ้นยิ่งทำเพลงเด็กลงคะ คงเพราะผมเปลี่ยนกฎเกณฑ์ ผมเริ่มจากเพลงช้าๆ เพราะๆ โรแมนติก แต่ปรากฏยิ่งเราอายุโตขึ้น เพลงก็ยิ่งเด็กลง จนมาถึงมีแร็ป ซาวนด์ก็เปลี่ยน นี่ละคือ Coming of Age ศิลปินต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ในยุคสมัยนี้ให้ได้ ไม่อย่างนั้นเราจะกลายเป็น Nostalgia…ย้อนวัยทันที เราต้องรู้ว่าคนสมัยนี้เขาคิดอะไร เขาชอบอะไร เทรนด์และกระแสที่เขาฟังเพลงกันเป็นแบบไหน ซึ่งมันไม่ได้ถึงขนาดเสียตัวตนที่จะเป็นอย่างนั้น เช่น อยู่ดีๆ ผมไปแร็ปเลยนี่คงฮา แต่ผมรู้สึกว่าเราต้องหาวิธีเอามันมาผสมรวมกันได้ ซาวนด์เดี๋ยวนี้เปลี่ยน เขาทำกันแบบนี้ เราก็หาวิธีเป็นตัวเรา แต่เอาองค์ประกอบของความทันสมัยเข้ามาใส่--เท่านั้นเองครับ

Q: ความทันสมัยที่ว่ารวมถึงการฟีเจอริ่งกับ ‘วันเดอร์เฟรม’ ด้วยหรือไม่

A: ใช่ครับ เฟรม (ศุภัคชญา สุขใบเย็น) เขาเป็นเด็กสมัยใหม่คนหนึ่งที่ผมตามให้มาฟีเจอริ่งกันเถอะ ยิ่งอายุเยอะเราต้องคบเด็ก ไม่อย่างนั้นจะเป็น 90’s ตลอด เราต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับยุค ทุกปี ทุกสมัยให้ได้

Q: กับซิงเกิลล่าสุด ‘รักเลยได้มั้ย?’ ล่ะครับ

A: อันนี้ยิ่งเด็กลงกว่า ‘ยิ้มก็พอ’ พอเราดึงตัวเองออกจากเซฟตี้โซนได้ ภาษาอังกฤษเขาว่า Whatever go? ตอนนี้คืออะไรก็ได้ เพลงเป็นซาวนด์แบบ EDM เต้นๆ อิเล็กทรอนิกส์ สนุกสนานกันไปเลย แต่ไม่ได้แปลว่าผมจะเปลี่ยนมาสายเต้นขนาดนั้น 

Q: อยากฟังเบื้องหลังเบื้องลึกการทำงานซิงเกิลล่าสุดของคุณสักหน่อย

A: ผมลืมเล่าไปเรื่องหนึ่ง ตอนเปลี่ยนแปลงเมื่อปี 2013 หลังจากเอาความสุขเป็นที่ตั้ง ผมกลับไปแก้ไขวิธีการทำงานของตัวเองทั้งหมด เมื่อก่อนผมคิดเอง ทำเอง อยู่เบื้องหน้าและเบื้องหลัง กลับบ้าน ทำเพลง อัดเสียง นั่งเฝ้า ส่งมิกซ์เอง ส่งมาสเตอร์เองด้วย เล่นคอนเสิร์ต เพราะต้องการพิสูจน์อะไรบางอย่าง แต่พอผมกลับมาครั้งใหม่ ผมเดินเข้าไปบอกทางค่ายว่า จะไม่โปรดิวซ์งานเองแล้วนะ ไม่เอาแล้ว ผมจะมีความสุข อยากใช้ชีวิตแฮปปี้อย่างเดียว เขาจึงมีโปรดิวเซอร์ที่เข้ามาช่วยดู มีหลายคนร่วมแต่งเพลง

ข้อดีคือ ผมทำสิ่งที่ต้องการทำอย่างเดียว อัดเปียโนเสร็จแล้ว ที่เหลือคุณเอาไปทำเองเลย แล้วไม่ดูด้วย ไม่เคาะ สิ่งที่คุณคิดว่าดี ผมว่าดี ฉะนั้นทำเลย ที่เหลือคือเอาเวลาไปเตะบอล ไปดูหนัง ได้ใช้ชีวิตเป็นคนปกติธรรมดา ซึ่งผมแฮปปี้มาก นี่จึงเป็นที่มาของการเปลี่ยนซาวนด์ ผมซึ่งเป็นสายเล่นเปียโนอยู่ดีๆ เปลี่ยนมาทำซาวนด์อิเล็กทรอนิกส์ มันเป็นไปไม่ได้หรอก แต่พอเราเปิดใจทำงานกับคนอื่น ได้ร่วมงานกับโปรดิวเซอร์ฝรั่ง กับนักแต่งเพลงในเมืองไทยหลายๆ คน กลายเป็นงานชิ้นนี้มีอะไรที่หลากหลาย สนุกสนาน และได้อะไรใหม่ๆ เกิดขึ้น จึงเป็นซาวนด์ที่ใหม่และทันสมัย

นั่นเพราะผมเลือกเอาความสุขมาก่อน เลยไม่ซีเรียสว่าต้องแต่งเพลงเอง ร้องเพลงเอง ทำด้วยตัวเองทั้งหมด ซึ่งถ้าเป็นเมื่อก่อนนี่ไม่ได้ ปัจจุบันผมดึงเอาความกดดัน เอาเซฟตี้โซนทิ้งไป เลยได้ผลงานอะไรใหม่ๆ ที่สนุกขึ้น

สุขก่อน…ชนะก่อน เห็นจะเป็นจริงดังว่า ขึ้นอยู่กับใครชิงหามุมบวกเจอก่อน…และวันนี้ โต๋-ศักดิ์สิทธิ์ ชนะ 


AUTHOR :

เอกชยา
เอกชยา
บนถนนคนทำงานขีดๆ เขียนๆ บรรจุชื่อ ‘เอกชยา’ ไว้ตั้งแต่ 25 ปีก่อน หรือท้าวความไปไกลกว่า สมัยเรียนประถม ‘คุณหนูเขียนเรื่อง’ และ ‘คุณหนูเขียนรูป’ ในลลนา อ้าแขนเปิดรับเขานานแล้ว นั่นเป็น Achievement ให้เลือกเดินตรงสู่เส้นทางคนทำงานหนังสือ ที่สำคัญ…เอกชยายังทำหน้าที่เป็นเชฟปรุงรสให้ Rabbit Today มีรสชาติกลมกล่อม ในฐานะ ‘บรรณาธิการบริหาร’