เรื่องเด่น

ทำไมคนทั่วโลกต้องหันมาฟัง ภูมิ วิภูริศ

Published 2 พ.ค. 2019

By ตติยา แก้วจันทร์

Phum-Viphurit-interview-Rabbit-Today-banner

“ปีที่แล้วผมไปทัวร์คอนเสิร์ตมา 17 ประเทศครับ” ชายหนุ่มใบหน้าเปื้อนยิ้มพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย โดยไม่รู้ตัวว่านี่คือสิ่งที่ยืนยันถึงกระแสความนิยมระดับอินเตอร์ฯ ของเขา, ‘ภูมิ-วิภูริศ ศิริทิพย์’ 

จากเด็กหนุ่มธรรมดาที่หลงใหลในเสียงดนตรี ฝึกทำเพลงคัฟเวอร์ลงช่องยูทู้บ ก่อนจะก้าวสู่การเป็นศิลปินมืออาชีพหลังปล่อยอัลบั้มชุดแรก Manchild ในปี 2017 โดยมีเนื้อเพลงเขียนเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด 

ต่อมาภูมิแจ้งเกิดอย่างเต็มตัวจากซิงเกิล Lover Boy นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ผลักดันให้เขาได้เดินทางไปทัวร์คอนเสิร์ตในต่างประเทศ รู้จักกันในชื่อ ‘Phum Viphurit’ เจ้าของฉายา Sunshine Boy  

วันนี้ภูมิไม่ได้เป็นคลื่นลูกใหม่อีกต่อไป เขาก้าวออกมายืนกลางสปอร์ตไลต์อย่างเต็มภาคภูมิ ชายหนุ่มยิ้มเก่งคนนี้ส่องประกาย รอบตัวเขาเหมือนมีเสียงเมโลดี้ตามติดไปทั่วทุกหนแห่ง การันตีความฮอตด้วยคอมเม้นต์นับหมื่นจากแฟนเพลงต่างชาติที่เข้ามาชม MV ของเขา 

ยังไม่นับรวมถึงเฟสติวัลในเอเชียและยุโรป ซึ่งมักปรากฏชื่อ Phum Viphurit เป็นส่วนหนึ่งของไลน์อัพหลักเสมอ แน่นอน, หลายคอนเสิร์ตบัตรขายหมดเกลี้ยง!

โดยเมื่อปลายปีที่แล้วภูมิมีคอนเสิร์ตเต็มรูปแบบในประเทศไทยเป็นครั้งแรก ปรากฏการณ์ฟีเว่อร์ของศิลปินหนุ่มคนนี้เห็นได้ชัดจากบรรดาแฟนเพลงเกาหลี อินโดนีเซีย ไต้หวัน ที่ยอมบินลัดฟ้าเพื่อมาให้กำลังใจศิลปินคนโปรด

ล่าสุดภูมิส่งซิงเกิลใหม่ ‘Hello, Anxiety’ สร้างความแปลกใจไม่น้อยว่าภายใต้รอยยิ้มกว้างๆ นั้น เขาคือศิลปินที่มุ่งมั่น และกำลังเผชิญกับความกังวลบางอย่างในชีวิต ทว่าเลือกหยิบความรู้สึกนี้มาสรรค์สร้างเป็นทำนองดนตรีสนุกสนาน

เราจะพาคุณไปทำความรู้จักกับภูมิให้มากขึ้น เพื่อพิสูจน์ว่าเฉดสีของความกังวล ไม่จำเป็นต้องฉาบทับด้วยความเศร้าเสมอไป… 

ทำไมคนทั่วโลกต้องหันมาฟัง ภูมิ วิภูริศ,สัมภาษณ์,Rabbit Today

Q: ก่อนอื่นอยากรู้จุดเริ่มต้นของการเล่นดนตรี จนก้าวสู่การเป็นศิลปินที่ชื่อ ‘ภูมิ วิภูริศ’ 

A: ภูมิโตมาเหมือนกับเด็กทั่วไป แต่โชคดีที่ตอนเด็กๆ ครอบครัวอยู่ที่นิวซีแลนด์มีเวลาว่างเยอะหน่อย ได้ฟังซีดีในรถแม่บ่อย ฟังเพลงเยอะมาก วันหนึ่งถามตัวเองว่าทำไมไม่ลองเล่นดนตรีดูบ้าง พออายุ 13 ปี ได้เครื่องดนตรีชิ้นแรกเป็นกลองชุดครับ หลังจากนั้นเริ่มสนใจเล่นกีตาร์ตอนอายุประมาณ 14-15 เริ่มทำคัฟเวอร์ลงยูทู้บ นำเพลงที่ชอบจริงๆ ไปดัดแปลงเป็นเวอร์ชั่นที่เราชอบ ทำมาเรื่อยๆ จนกระทั่งสนใจอยากทำเพลงของตัวเองบ้าง อายุ 16-17 เริ่มฝึกแต่งเพลงเอง จนกระทั่งเจอพี่ๆ ในค่าย Rats Record ที่เมืองไทย มีโอกาสทำซิงเกิลและอัลบั้ม กลายเป็นภูมิที่นั่งอยู่ตอนนี้ (ยิ้ม)

Q: ยุคสมัยเปลี่ยนไป ศิลปินหลายคนแจ้งเกิดจากสื่อสังคมออนไลน์ คุณเองก็ด้วย

A: ถ้าไม่มียูทู้บและไม่มีโซเชียลมีเดีย คงไม่มีภูมิทุกวันนี้ เพราะวิธีการทำงานของภูมิไม่ได้มีพื้นฐานดนตรีหนักแน่นอะไรขนาดนั้น ถ้าเป็นสมัยก่อนต้องทำเดโมไปยื่นค่ายเพลงใหญ่ ภูมิอาจไม่มีโอกาสเลยก็ได้ แต่ทุกวันนี้เราอยู่ในยุคอินเตอร์เน็ตที่ไม่ว่าเรามีความเห็นหรือไอเดียอะไร สามารถโพสต์ได้ทันทีเลย โลกออนไลน์มีแพลตฟอร์มให้เราเสมอ ซึ่งถ้าภูมิไม่ได้ใช่มัน อาจไม่มีภูมิในวันนี้ก็ได้ครับ 

Q: ได้ยินมาว่า ‘Beg’ คือเพลงแรกที่เขียนเอง กลั่นกรองมาจากประสบการณ์อกหัก ทุกวันนี้แรงขับเคลื่อนในการทำงานเพลงยังคงมาจากชีวิตจริงหรือเรื่องส่วนตัวอยู่ไหม 

A: เรื่องทุกอย่างยังคงเขียนมาจากประสบการณ์ของภูมิ แต่สำหรับผลงานชุดนี้อาจไม่ได้ตั้งต้นจากปัญหาความรักอย่างเดียว แต่เล่าประสบการณ์ระหว่างทัวร์คอนเสิร์ตว่าเราเจออะไรบ้าง อาจเป็นหนังสักเรื่องที่สร้างแรงบันดาลใจแล้วนำมาเล่าผ่านมุมมองของภูมิเองอีกที  

Q: คุณตระเวนเล่นคอนเสิร์ตในเฟสติวัลใหญ่ๆ มาแล้วทั่วโลก แฟนเพลงในยุโรปและเอเชียมีวัฒนธรรมการชมคอนเสิร์ตที่แตกต่างกันไหม

A: ปีที่แล้วภูมิไปทัวร์มา 17 ประเทศครับ วัฒนธรรมในแต่ละทวีปแตกต่างกัน คนไทยจะดูคอนเสิร์ตเงียบๆ อาจไม่ได้กรี๊ดกร๊าดหรือมีส่วนร่วมในการแสดงขนาดนั้น แต่อย่างคนเกาหลีจะมีส่วนร่วมตลอดเวลา ถ้าไม่ตบมือก็ส่งเสียง “อ๊าย!” อะไรแบบนี้ครับ (หัวเราะ) คนยุโรปอาจไม่ได้อินกับแนวเพลงของเรามากนัก ฟังเงียบๆ โยกหัวบ้างนิดหน่อย ส่วนกรุงอัมสเตอร์ดัมและกรุงเบอร์ลิน ซึ่งเป็นเมืองที่มีความครีเอทีฟสูง คนจะเฮฮาหน่อย แต่ถ้าถามถึงบรรยากาศคึกคักที่สุดต้องยกให้สหรัฐฯ ฐานแฟนเพลงส่วนใหญ่ของภูมิอยู่ที่นั่น พวกเขามีความหลากหลายมากครับ มีทั้งแฟนๆ เม็กซิกันและละตินมาดูคอนเสิร์ต 

ทำไมคนทั่วโลกต้องหันมาฟัง ภูมิ วิภูริศ,สัมภาษณ์,Rabbit Today

Q: เคยเจอเหตุการณ์แฟนเพลงป่วนระหว่างกำลังแสดงคอนเสิร์ตบ้างไหม

A: ครั้งหนึ่งภูมิไปเล่นที่ย่านบรูคลินของนิวยอร์ก เราเล่นเพลงช้าเพลงหนึ่งชื่อ ‘The Art of Detaching One's Heart’ เวลาไปทัวร์ ภูมิจะชวนคนดูให้ขึ้นมาร้องเพลงบนเวที ถ้าเขาไม่รู้จักเพลง ไม่เป็นไร เราจะสอนท่อนฮุกให้ตอนนั้นเลย เหตุการณ์วันนั้นคนที่ขึ้นมาร้องด้วยน่าจะชื่อ ‘อะเมนดร้า’ ครับ เขาเป็นคนเดียวที่ยกมือ ภูมิเลยเลือกขึ้นมาร้องเลย แต่พอเขาขึ้นมายืนข้างๆ ภูมิรู้เลยว่าอะเมนดร้าเมาเกินกว่าที่จะร้องเพลงนี้ได้ เราสอนเท่าไรเขาก็ร้องไม่ได้ เลยร้องมั่วทั้งเพลง ระหว่างนั้นจู่ๆ มีเด็กคนหนึ่งพุ่งออกมาจากหลังเวทีแล้วกระโดดสเตจไดรฟ์ใส่คนข้างล่าง แต่เพลงนี้เป็นบัลลาดช้าๆ ไม่มีใครรับ เขาหล่นตุ๊บลงพื้น เสียงดังอั้ก! ตอนนั้นภูมิช็อกมาก คนในวงตกใจว่าเกิดอะไรขึ้น ภูมิรู้สึกว่าเป็นประสบการณ์ที่หายากมากๆ โห! มันเป็นอะไรที่แปลกประหลาดที่สุดในชีวิตของภูมิแล้ว 

Q: คอนเสิร์ตเต็มรูปแบบครั้งแรกในไทยเมื่อปลายปีที่แล้ว มีแฟนเพลงเกาหลีบินลัดฟ้ามาหาคุณโดยเฉพาะด้วย

A: ใช่ครับ แฟนเพลงโยนหมวกแก๊ปขึ้นมาให้บนเวที สลักชื่อภูมิเป็นภาษาเกาหลี นานๆ ทีจะมีคนโยนอะไรขึ้นมาให้ ไม่ใช่เหตุการณ์ปกติ ตกใจเหมือนกัน ถือว่าเป็นของดีๆ ที่เขาโยนขึ้นมาให้นะครับ ยังไม่มีใครโยนอาหารขึ้นมาให้ แต่ถ้าเป็นของที่เรากินได้ก็โอเค ภูมิยังไม่อยากได้ให้อะไรที่เป็นน้ำก็พอ (หัวเราะ)

Q: อยากลองทำอะไรใหม่ๆ บนเวทีบ้างไหม 

A: จริงๆ ภูมิอยากไปเล่นเป็นวงเปิดให้พี่ Mac DeMarco เขาเป็นศิลปินคนเดียวที่ภูมิพูดถึงอยู่เสมอ ชื่นชอบมานานมาก แต่ถ้าเป็นเรื่องที่อยากทดลองทำสักครั้งน่าจะเป็นการกระโดดบอดี้เสิร์ฟนะ (หัวเราะ) เคยไปเล่นที่ฮ่องกงกับสิงคโปร์ จำได้ว่าเล่นดึก คนกำลังเมาด้วย ตอนนั้นน่าลองมาก

ทำไมคนทั่วโลกต้องหันมาฟัง ภูมิ วิภูริศ,สัมภาษณ์,Rabbit Today

Q: เล่าที่มาของสายสะพายกีตาร์แถบสีรุ้งให้ฟังหน่อย นั่นเป็นซิกเนเจอร์ประจำตัวคุณเลยนะ 

A: ภูมิไปเจอที่ร้านกีตาร์บนเซ็นทรัลเมื่อ 2 ปีก่อน เป็นสายที่เขาไม่ได้มีไว้ขายนะครับ จะแจกฟรีเท่านั้นเมื่อซื้อของครบ 1,000 พันบาท ภูมิเห็นแล้วรู้สึกว่ามันดูสดใสดี ปกติก่อนหน้านี้ที่ภูมิจะทำดนตรีและแต่งเพลงเศร้าเยอะมาก เลยอยากลองอะไรใหม่บ้าง พอเห็นสายกีตาร์สีรุ้ง ไปขอร้องขอซื้อในราคา 200 บาทครับ ภูมิชอบที่สัญลักษณ์ของสายรุ้งสามารถตีความได้หลายแบบครับ มันเป็นสเปกตรัมของทุกอย่าง สีสันของชีวิต ความหลากหลายทางเพศ เป็นสัญลักษณ์ที่ทรงพลังมากครับ

Q: เคยติดตามกระแสของตัวเองในโซเชียลบ้างไหม มีวิธีรับมือกับชื่อเสียงที่เพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็วอย่างไร 

A: เรื่องนี้ภูมิคิดหนักเหมือนกัน เพราะไม่เคยคิดว่าวันหนึ่งจะเป็นคนที่ชื่อเสียง อยู่ดีๆ วันหนึ่งมีคนเดินเข้าทักระหว่างที่ภูมิใส่ชุดนอนเดินไปเซเว่น ภูมิเลือกที่จะรับมือกับชื่อเสียงด้วยการตั้งใจทำงานดีกว่า ขอให้ผลงานเป็นสิ่งพิสูจน์และสื่อสารไปยังคนที่รักเราครับ 

Q: การเรียนจบด้านภาพยนตร์มีส่วนช่วยส่งเสริมในการทำงานเพลงไหม

A: สำหรับภูมิภาพและเสียงมาด้วยกันอยู่แล้วครับ เพราะภูมิโตมากับการดู MTV แต่เนื่องจากไม่ได้เรียนดนตรีหรือมีพื้นฐานหนักแน่น ภูมิจึงพยายามคิดคอนเซ็ปต์เพลงและสร้างโครงใหม่ขึ้นมา เริ่มคิดเป็นภาพในหัวก่อนว่าจะดีไซน์อย่าไงร หลังจากค่อยแปลงมาเป็นซาวนด์และทำให้แมทช์กับภาพ มี MV บางตัวที่ภูมิไปร่วมกำกับฯ บ้าง เช่น Long Gone 

Q: พูดถึงซิงเกิลใหม่ล่าสุดกันบ้าง ‘Hello, Anxiety’ คุณยังยืนยันที่จะรักษาสไตล์ดนตรีแบบ sunshine music เหมือนเดิม

A: ‘Hello, Anxiety’ เป็นเพลงที่จะอยู่ในอัลบั้มชุดใหม่ของภูมิ ซึ่งมี ‘Lover Boy’ รวมอยู่ด้วย สำหรับเพลงนี้เขียนขึ้นมาในช่วงเวลาที่ค่อนข้างเครียด ความวิตกกังวลต่างๆ เกิดขึ้นกับภูมิระหว่างออกทัวร์คอนเสิร์ต ทั้งที่เป็นช่วงที่เราควรแฮปปี้ที่สุดในชีวิตเพราะได้ทำตามความฝันแล้ว แต่กลับนอนไม่หลับ บางคืนเรารู้สึกเครียดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ภูมิจึงนำความรู้สึกทั้งหมดนี้มาแต่งเป็นเพลง

ไม่อยากให้ตีความ sunshine music ว่าต้องเป็นธีมที่มีความสุขเสมอไป อยากให้มองเหมือนแสงของดวงอาทิตย์ในแต่ละวันครับ เมื่อส่องโดนวัตถุหนึ่งมันจะเกิดเงาหลายรูปร่างมากๆ เมื่อดวงอาทิตย์เปลี่ยนองศาหรือเปลี่ยนทิศจะเกิดอีกหลายเฉดสี คอนเซ็ปต์นี้จึงมาอยู่ในอัลบั้มใหม่ เล่าว่าเรารู้สึกอย่างไรในแต่ละช่วงเวลา

Q: จะสร้างเซอร์ไพรส์ด้วยการใส่เพลงที่มีเนื้อร้องภาษาไทยไว้ในอัลบั้มบ้างไหม

A: ช่วงนี้อยากให้มีเพลงบรรเลงมากกว่า ยังไม่เริ่มเขียนเนื้อเพลงไทยเลย ไม่ใช่ไม่อยากทำเพลงไทยนะครับ อยากทำ แต่รู้สึกว่ายังนำมาใช้ไม่เป็น ยังรู้สึกฝืนกับตัวเองอยู่ ถ้าวันหนึ่งต้องเขียนเพลงไทยขึ้นมาก็อยากแต่งให้ดี ให้เรารู้สึกมั่นใจกับมันจริงๆ 

Q: ทำไมท่าถ่ายรูปประจำตัวคุณต้องเป็นท่าของตัวละคร 'สป็อค' จากหนังเรื่อง Star Trek 

A: จริงๆ ไม่ได้ดู Star Trek บ่อยขนาดนั้น มาติดตามช่วงที่ฮอลลีวู้ดทำฉบับรีเมค คริส ไพน์เป็นพระเอก ภูมิชอบสิ่งที่สื่อสารผ่านท่าชูนิ้วแบบนี้ (ยกมือขึ้นทำท่าประกอบ) เขาจะพูดว่า “Live Long and Prosper” แปลว่าขอให้มีชีวิตยืนยาวและประสบความสำเร็จ เวลาภูมิเจอแฟนเพลงหรือได้ถ่ายรูปกับใครก็ตาม ไม่แน่ว่าเราอาจไม่ได้เจอกันอีกในชีวิตนี้ การทำท่านี้เท่ากับขอให้เขา “Live Long and Prosper” เป็นอะไรที่เรียบง่ายครับ เวลาแฟนๆ เจอภูมิเขาจะชอบทำ บางคนอาจงงว่าทำอะไรกัน แต่ความจริงท่านี้มีความหมายซ่อนอยู่ 

หากไม่ทำท่านี้ก็แล้วแต่ว่าใครขอให้ถ่ายท่าไหน ส่วนใหญ่จะขอให้ช่วยภูมิย่อให้หน่อย ไม่งั้นไดนามิกรูปไม่สวย เหมือนภูมิยืนค้ำหัวเขา (หัวเราะ) คนชอบทักว่าภูมิตัวจริงสูงกว่าที่คิด ซึ่งก็จริงเพราะภูมิรู้สึกว่าตัวเองสูงกว่าที่เคยเห็นในรูปถ่าย ตอนนี้สูง 187 เซนติเมตรครับ 

Q: รู้ไหมวัยรุ่นชอบพูดว่า “ทำไมภูมิ วิภูริศ แค่ใส่เสื้อเชิตกับกางเกงธรรมดาก็รอดแล้ว” คุณกลายเป็นผู้นำเทรนด์แฟชั่นสายชิลนะ

A: ภูมิไม่รู้ว่าอยู่ดีๆ เขามองภูมิเป็นแฟชั่นไอคอนได้อย่างไร (ยิ้ม) สไตล์การแต่งตัวคือเน้นสบาย ใส่เสื้อผ้าโอเวอร์ไซส์ ภูมิชอบเสื้อผ้ามือสอง มีเสน่ห์เพราะเป็นไอเท็มที่เขาไม่ผลิตอีกแล้ว บางครั้งอาจเหลืออยู่แค่ตัวเดียว ภูมิชอบใส่เสื้อผ้าซ้ำกันด้วยครับ ภูมิผูกพันกับเสื้อผ้าบางตัว เช่น มีเสื้อ Reebok สีน้ำเงินตัวหนึ่งใส่ไปเล่นโชว์นอกประเทศครั้งแรกที่ชิบุย่าของญี่ปุ่น เป็นโมเม้นท์ที่อีก 20 ปีก็ลืมไม่ได้ เวลาหยิบมาใส่จะรู้สึกเหมือนได้พลังงานอะไรบางอย่าง วันนั้นเราใส่ตัวนี้นะ วันนี้ยังคงใส่อยู่ แม้จะเปื่อยก็ตาม 

Q: หากให้นิยามแนวเพลงของตัวเองเป็นเสื้อผ้า คิดว่าต้องเป็นลุคแบบไหน

A: น่าสนใจมากครับ คงเป็นการแต่งตัวที่มี accessories แต่ไม่ได้เยอะมาก เสื้อและกางเกงโอเวอร์ไซส์ ถุงเท้ามีสีสัน หมวกแมทช์กับรองเท้า สำคัญคือรองเท้าต้องห้ามเป็นรองเท้าใหม่ แต่ต้องเป็นคู่ที่เลอะโคลนนิดนึง ใส่เดินมาแล้วเยอะๆ เป็นร่องรอยว่าเราได้ผ่านอุปสรรคในชีวิตมา โทนสีเสื้อผ้าอาจเป็นพาเลทเดียวกันทั้งหมดก็ได้ หรืออาจเป็นสีที่ตัดกัน เช่น แดง ฟ้า เอ๊ะ! ฟังดูเป็นคนซับซ้อนเหมือนกันนะ (หัวเราะเสียงดังมาก)

ทำไมคนทั่วโลกต้องหันมาฟัง ภูมิ วิภูริศ,สัมภาษณ์,Rabbit Today

Q: เรื่องการจัดฟันล่ะ มีปัญหากับการร้องเพลงไหม

A: จัดฟันมาตั้งแต่สมัยเรียนปลายปี 1 แล้วครับ ช่วงแรกๆ คือพูดไม่ชัด แต่ตอนนี้ภูมิรู้สึกว่าถ้าถอดอาจจะร้องเพลงไม่ชัดไปเลย หรือไม่ก็พอถอดแล้วอาจจะไม่ดังอีกต่อไป (หัวเราะ)

Q: Rabbit Today จะเจอตัวคุณได้แถวไหนในกรุงเทพฯ 

A: ช่วงนี้ไม่ค่อยได้ออกไปไหนครับ พยายามอยู่บ้านให้มากที่สุด คิดถึงครอบครัว แต่ไม่แน่อาจเจอภูมิปั่นจักรยานอยู่สวนรถไฟ หรือเดินเล่นอยู่เซ็นทรัลลาดพร้าว น่าจะพิกัดที่มีคนเจอภูมิบ่อยที่สุด 

Q: มีอีกหนึ่งกิจกรรมที่คุณกำลังติดงอมแงมนั่นคือการคีบตุ๊กตาตู้ เผยเทคนิคหน่อยสิ

A: เทคนิคคือเราต้องเตรียมตัวและเตรียมใจไปว่าเราจะต้องเสียเงิน เพราะเล่นครั้งเดียวไม่ได้หรอก ต้องเล็งตัวที่อยู่ใกล้ๆ อาจไม่ใช่ตัวที่สูงที่สุด แต่ต้องมีพื้นที่ให้สามารถครอบตุ๊กตาได้ทั้งตัว ยิ่งใกล้ยิ่งดี ต้องลองสัก 4 รอบ แต่ถ้ายังไม่ได้ อ่ะ! move on ครับ หากลงทุนสัก 200 บาท มันควรได้จะสัก 1 ตัวกลับบ้าน จริงๆ แล้วไม่คุ้มหรอก แต่ภูมิว่าเป็นอะไรที่สนุกดี 

Q: เทศกาลดนตรีในฝันของคุณ

A: อยากไปเทศกาลดนตรีที่ญี่ปุ่น เทศกาลไหนก็ได้ครับ เพราะรู้สึกว่าวัฒนธรรมดนตรีของญี่ปุ่นค่อนข้างเข้มข้น เขาตั้งใจฟังมากจริงๆ เวลาขอให้ช่วยปรบมือ จะปรบมือทั้งเพลง ถือเป็นพลังงานที่ดี นับถือคนฟังที่ญี่ปุ่นมากๆ ครับ นอกจากนี้อยากลองไปเล่นเทศกาลดนตรีที่อเมริกาใต้บ้าง เช่น Lollapalooza เพราะเพิ่งรู้ว่าภูมิมีแฟนเพลงที่อเมริกาใต้เหมือนกัน แต่การจัดทัวร์ไปเล่นที่นั่นค่อนข้างยาก ถ้าได้ไปเล่นขึ้นเล่นงานเทศกาลดนตรีสักครั้งน่าจะสนุกดี 

Q: ในอีก 10 หรือ 20 ปีข้างหน้า ‘ภูมิ วิภูริศ’ อยากถูกจดจำว่าอย่างไร 

A: ตอนนี้รู้เลยหลังจากที่อยู่ดีๆ เพลง Lover Boy ดังมากในประเทศไทยเมื่อปีที่แล้ว มีโอกาสต่างๆ เข้ามามากมาย มีไปถ่ายแบบหรือทำอะไรที่เกี่ยวกับตัวตนมากๆ ภูมิคิดว่าในอนาคตผลงานไม่จำเป็นต้องเกี่ยวกับภูมิ วิภูริศ ที่หน้าตาแบบนี้ ภาพจำแบบนี้ หรือซาวนด์แบบนี้ ต้องการให้เป็นผลงานด้วยตัวของมันเองมากกว่า 

อยากให้เพลงมีความหมายมากกว่าแค่ตัวตนของภูมิ อยากใส่จิตวิญญาณและพลังงานดีๆ ลงไป ถ้าวันหนึ่งเราไม่อยู่แล้ว ดนตรีจะต้องอยู่ได้อีกนาน อยากให้คนมาดูภูมิ ไม่ใช่เพียงเพราะภูมิยิ้มเก่ง แต่อยากให้ดนตรีมีความหมายกับเขาจริงๆ นี่คือเป้าหมายสูงสุดของภูมิ