เรื่องเด่น

เพลินพิพิธ THAI MUSUEM DAY

Published 2 ต.ค. 2018

By Rabbit Today

Musuem-scoops-Rabbit-Today-banner

เคยแอบคิดเล่นๆ กันไหมว่า ทำไมการไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์ในเมืองไทย จึงไม่ใช่เรื่องว้าวที่เราต้องแวะเหมือนตอนไปเมืองนอกเมืองนา แม้ว่าค่าเข้าชมจะถูกกว่าราคาชาบู บิงซู คาปุชชิโน่ หรือตั๋วดูหนังวันพุธเสียอีก!

19 กันยายน เป็นวันพิพิธภัณฑ์ไทย Rabbit Today อาสาพาไปคุยกับ 3 คนทำงานพิพิธภัณฑ์ผู้คร่ำหวอด มีหลายเรื่องราวน่าสนใจที่อาจสะกิดให้เรากลับไปคิดทบทวนใหม่ และตัดสินใจเช็กอินที่พิพิธภัณฑ์ไทยให้มากขึ้นกว่าเคย

เพลินพิพิธ,สกู๊ป,Rabbit Today

พนมบุตร จันทรโชติ

ผู้อำนวยการสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ

จากอดีตสู่ปัจจุบันของพิพิธภัณฑ์ไทย

ความเป็นมาของพิพิธภัณฑ์ในประเทศไทย เริ่มต้นจากราชสำนักในช่วงรัชกาลที่ 4 ต่อด้วยรัชกาลที่ 5 ที่มีพระราชนิยมในการสะสมของแปลก หายาก ซึ่งในเวลานั้นอาจจะไม่ใช่โบราณวัตถุทั้งหมด แต่เป็นงาช้าง เขาสัตว์ ที่มีรูปทรงผิดไปจากธรรมชาติ

ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้มีพิพิธภัณฑ์ที่ให้คนทั่วไปได้เข้าไปดูเป็นครั้งแรกในวันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2417 เรียกว่า ‘หอมิวเซียม’ แปลตรงตัวว่าพิพิธภัณฑ์ ตั้งอยู่ในพระบรมมหาราชวัง ณ ศาลาสหทัยสมาคม หรือหอคองคอเดีย เมื่อล่วงเข้าในสมัยรัชกาลที่ 7 จึงได้ประกาศจัดตั้งเป็น ‘พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร’ ในปี พ.ศ.2477 ถือเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ แห่งแรกของประเทศ

ภายหลังเมื่อกรมศิลปากรมาดำเนินการทางโบราณคดี เช่น การขุดค้นหรือขุดแต่งโบราณสถานต่างๆ ก็จะนำโบราณวัตถุที่ได้มาเก็บในพิพิธภัณฑ์เพื่อจัดแสดง และเกิดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่อยู่ในต่างจังหวัด ในความดูแลของกรมศิลปากรเพิ่มมากขึ้น โดยมีที่อยุธยาเป็นแห่งแรก ปัจจุบันมีพิพิธภัณฑ์ที่อยู่ในความดูแลของกรมศิลปากรรวมทั้งสิ้น 41 แห่ง ทั่วทุกภูมิภาคในประเทศไทย

โฉมหน้าใหม่ของพิพิธภัณฑ์ไทยในอีก 10 ปีข้างหน้า

กรมศิลปากรในปัจจุบันเน้นดำเนินการตามนโยบายของกระทรวงวัฒนธรรม เพื่อพัฒนาพิพิธภัณฑ์ที่อยู่ในความดูแลของกรมศิลปากรให้เข้าสู่มาตรฐาน โดยเริ่มต้นที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เป็นแห่งแรก 

ตามมาตรฐาน 5 ข้อ เพื่ออนาคตของพิพิธภัณฑ์ไทยที่ไม่อายพิพิธภัณฑ์ไหนในโลก

1. คำนึงถึงความปลอดภัยของโบราณวัตถุที่จัดแสดง ทั้งเรื่องความชื้นและแสงสว่าง มีการอนุรักษ์โบราณวัตถุในทางวิทยาศาสตร์

2. มีความสะดวกสบายสำหรับนักท่องเที่ยว คือต้องติดตั้งระบบปรับอากาศ (ทุกวันนี้ยังมีไม่ครบทุกแห่ง)

3. มีมาตรฐานทางวิชาการ ข้อมูลถูกต้อง เข้าใจง่าย คนทั่วไปดูรู้เรื่อง

4. มีสิ่งจัดแสดงที่ทันสมัย ชมผ่านมือถือ หรือระบบการเรียกค้นข้อมูลที่ก้าวทันโลก

5. มีสิ่งรองรับสำหรับผู้พิการ แบบอารยสถาปัตย์ เช่น ห้องน้ำคนพิการ เป็นต้น 

ถ้าถามว่าทำไมเราต้องไปพิพิธภัณฑ์ ผมคงต้องย้อนถามว่า ทำไมเราถึงอยากรู้ประวัติของตัวเราเอง ทำไมเราถึงอยากรู้ว่าปู่ย่าตายายของเราเป็นใคร เรามาจากไหน แผ่นดินที่เราอยู่มันยิ่งใหญ่ มีประวัติความเป็นมาย้อนหลังไปนานขนาดไหน ผมเชื่อว่าธรรมชาติของทุกคนคือการอยากรู้รากเหง้าและที่มาของตัวเอง คำถามมากมายในใจเหล่านี้ มีคำตอบอยู่ในพิพิธภัณฑ์ครับ

เพลินพิพิธ,สกู๊ป,Rabbit Today

คุณากร วาณิชย์วิรุฬห์

อาจารย์พิเศษ โครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 

พิพิธภัณฑ์กับไลฟ์สไตล์คนไทย

เมื่อสัก 10-15 ปีที่แล้ว จะมีเรื่องโจ๊กว่า “ถ้าไปต่างประเทศแล้วไม่อยากเจอคนไทย ก็ให้ไปพิพิธภัณฑ์” ซึ่งในช่วงเวลานั้นมันเป็นจริง เพราะความตระหนักในเรื่องของทุนวัฒนธรรม หรือแม้กระทั่งศิลปะ ยังไม่ได้หยั่งรากในสังคมไทย

แต่เมื่อย้อนกลับมามองวันนี้ เรื่องโจ๊กนั้นไม่จริงอีกต่อไปแล้ว ทุกวันนี้เด็กรุ่นใหม่กระตือรือร้นที่จะไปพิพิธภัณฑ์ เมื่อไปถึงเขาจะใช้เวลาศึกษาจริงหรือไม่ หรือไปเพียงเพื่อสัมผัสออร่าของพิพิธภัณฑ์ เพื่อจะมาเสริมออร่าว่าฉันเป็นคนมีรสนิยมศิลปะ รู้เรื่อง ไม่ได้ตื้นเขิน อันนี้ก็ยังเป็นคำถาม แต่เขาไปพิพิธภัณฑ์ไหม เขาไป และไปเยอะกว่าที่เราคิดกันมาก

ทั้งหมดนี้มันเป็นไปอย่างที่โลกตะวันตกเคยเป็น เพียงแต่ว่าเราจะช้ากว่าเขา 15 ปี ตอนนี้เราอยู่ในยุคหลังอุตสาหกรรม เราอาจเห็นขนมไทย หัตถกรรมต่างๆ เริ่มมีมูลค่า เราผ่านความทรงจำ และผ่านยุคพัฒนาอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นในแบบประเทศในโลกที่เจริญเคยผ่านมาแล้วทั้งนั้น

อีกเหตุผลหนึ่งอาจเกิดขึ้นเพราะโลกดิจิทัลคือ ในแวบแรกคนอาจจะคิดว่าทุกอย่างสามารถเข้าถึงได้ด้วยอินเทอร์เน็ต สรุปง่ายๆ คือไม่ต้องไปก็ได้ แต่ผลกลับกลายเป็นว่า Virtual Museum หรือพิพิธภัณฑ์ที่เข้าถึงได้ทางออนไลน์นั้น แทบจะไม่มีอันไหนเลยที่ประสบความสำเร็จ

มันส่งผลตรงกันข้าม เพราะรูปแบบนี้คล้ายเป็นทีเซอร์ ที่กระตุ้นคนรับสาร เขาจึงรู้สึกว่าต้องไปสัมผัสในเชิงสถานที่หรือเห็นชิ้นงานจริงๆ มันเป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจมาก โลกดิจิทัลทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น คนมีเวลาว่างมากขึ้น จึงใช้เวลาว่างนั้นเพื่อค้นหาประสบการณ์

พิพิธภัณฑ์ต่างชาติกับพิพิธภัณฑ์ไทย

ผมมองว่าพิพิธภัณฑ์ต่างประเทศที่ดังๆ จะเรียกว่า Universal Museum คือความใฝ่ผันของมนุษย์ที่จะสร้าง Encyclopedia แบบ 3 มิติ เป็นการรวมความรู้ทั้งหมดทั้งปวงเอาไว้ในที่ที่เดียว เหมือนเป็นการสร้างจักรวาลความรู้ขึ้นมาแบบ 3 มิติ

ในบ้านเราก็มีกลิ่นอายแบบนี้ แต่มีสเกลที่เล็กกว่าเขาเยอะ เพราะมีข้อจำกัดหลายๆ อย่าง เรื่องใหญ่ที่สุดคือเราเพิ่งจะเริ่มก้าวไป และเริ่มก้าวออกมาจากคำว่า ‘ของฉันดี อย่างไรเธอก็ต้องมาดู’ ที่เป็นเมื่อ 10-15 ปีที่แล้ว ทุกวันนี้พิพิธภัณฑ์ในเมืองไทยจึงเริ่มขยับเพราะการเปลี่ยนแปลงจากหลายๆ ปัจจัยในสังคมปัจจุบัน

โลกดิจิทัลกับอนาคตพิพิธภัณฑ์

ถึงแม้เราจะเรียนรู้เรื่องราวหรือสิ่งต่างๆ ได้ผ่านโลกดิจิทัล แต่อย่างไรเสียมนุษย์เรายังต้องการความรู้สึกของการเห็นวัตถุ 3 มิติ และถ้าเป็นไปได้ จับต้องได้ยิ่งดี

อีกประการหนึ่งคือ คำตอบของคำถามนี้ก็เหมือนกับคำถามว่า ทำไมเราต้องไปเที่ยว เพราะการรับรู้ของมนุษย์ไม่ได้เกิดขึ้นบนพื้นผิวแบนๆ แต่เกิดจากการเอาตัวเองผ่านเข้าไปในพื้นที่ 3 มิติ ไม่ใช่แค่เห็นของ 3 มิติเท่านั้นนะครับ แต่นำตัวเองเข้าไปในโลกที่มีสิ่งต่างๆ รอบตัว แล้วสร้างบริบทต่างๆ ให้เราเรียนรู้ ทั้งความแคบ ความสว่าง การจัดวาง การขึ้นบันได การเดินผ่านทางเชื่อมระหว่างห้องจัดแสดง สิ่งต่างๆ เหล่านี้มันให้ประสบการณ์ที่โลกออนไลน์ทำไม่ได้ เป็นสิ่งที่คนที่รู้สึกว่า Overload ในโลกดิจิทัลต้องการ

มีเรื่องโจ๊กว่า ‘ถ้าไปต่างประเทศแล้วไม่อยากเจอคนไทย ก็ให้ไปพิพิธภัณฑ์’ ซึ่งในช่วงเวลานั้นมันเป็นจริง เพราะความตระหนักในเรื่องของทุนวัฒนธรรม หรือแม้กระทั่งศิลปะ ยังไม่ได้หยั่งรากในสังคมไทย แต่เมื่อย้อนกลับมามองวันนี้ เรื่องโจ๊กนั้นไม่จริงอีกต่อไปแล้ว

เพลินพิพิธ,สกู๊ป,Rabbit Today

ซองทิพย์ เสริมสวัสดิ์ศรี

ผู้อำนวยการฝ่ายมิวเซียมสยาม และรักษาการผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารและการตลาด สถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ 

ถ้าทุกพิพิธภัณฑ์ไทยมีการตลาดและการประชาสัมพันธ์ที่ดี นั่นคือทางรอดใช่หรือไม่

จากการได้เข้าชมพิพิธภัณฑ์มาเยอะเพราะเรียนจบมาทางด้านนี้โดยตรง เราพบว่าแต่ละแห่งมีของดีเยอะมาก แต่การนำของดีมาเล่าเรื่องในเชิง Story กับ History นั้น บางทีเขาไม่ได้หยิบยกมาหรือทำไม่ถึง หรือยังไม่ได้ดึงคุณค่าภายในของสิ่งๆ นั้นออกมาได้อย่างเต็มที่ กลายเป็นเรื่องไกลตัวหรือตั้งสูงอยู่บนหิ้ง นี่คือจุดบอดอันหนึ่งของคนทำพิพิธภัณฑ์

อย่างที่ 2 คือ มีของดี มี History ดี แต่การประชาสัมพันธ์หรือการตลาดทำไม่ถึงคน คนไม่รู้ เลยกลายเป็นปัญหาหลักของแหล่งเรียนรู้ในประเทศไทยที่มักจะขาดไป บางแห่งมีใจอยากทำก็ทำเต็มที่ แต่ไลฟ์สไตล์ของคนไทยเรายังไม่ไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์มากเท่าที่ควร เพราะแรงส่งไปไม่ถึง

คนทำพิพิธภัณฑ์วันนี้ต้องเปิดใจตัวเองว่า บางครั้งการใช้ข้อความหรือคอนเท้นต์ การใช้คำพูดที่ฟังดูยาก หรือใส่ข้อมูลมากจนคนไม่ได้อยากรู้ ก็ทำให้คนทั่วไปไม่เก็ต คนทำที่จบมาสาขานี้โดยตรงอาจคิดว่าต้องใส่แบบนี้ๆ ต้องเล่าเรื่องแบบนี้ แต่คนดูอาจไม่ชอบ จึงเป็นเรื่องของมุมมองที่แตกต่าง ซึ่งต้องเรียนรู้

จึงต้องกลับไปมองอีกมุมหนึ่งด้วย ไม่เช่นนั้นงานพิพิธภัณฑ์จะจบอยู่เพียงแค่กลุ่มคนที่ชอบ ไปไม่ถึงกลุ่มคนทั่วไป ให้พวกเขาได้หันกลับมามองว่าการมาเที่ยวพิพิธภัณฑ์เป็นความรื่นรมย์และเติมเต็มชีวิต

พิพิธภัณฑ์ต้องมีความรู้ สนุกสนาน และสดชื่นรื่นรมย์

ตัวเลขทางสถิติของคนเข้าพิพิธภัณฑ์มีแนวโน้มอย่างไร

น่าดีใจที่มีแนวโน้มที่ดีขึ้นทุกปีค่ะ เดี๋ยวนี้องค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนให้ความตื่นตัวในการทำพิพิธภัณฑ์มากขึ้น และไม่ได้ทำพิพิธภัณฑ์ที่มีแต่ของจัดแสดง ตั้งไฟส่อง มีป้ายพริ้นต์บอกว่ามันคืออะไร แต่พยายามที่จะหาวิธีการให้พิพิธภัณฑ์เป็นที่รู้จัก และมีคนเข้ามาเที่ยว ได้ความรู้และความสนุกสนานกลับไป หลายหน่วยงานพยายามทำแบบนี้ ซึ่งเข้าทาง 

ทุกวันนี้วงการพิพิธภัณฑ์ไทยค่อนข้างโตเร็วพอสมควร ยอดตัวเลขของคนเที่ยวพิพิธภัณฑ์ก็เพิ่มมากขึ้น เป็นครอบครัวของกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ไม่อยากให้ลูกไปเที่ยวห้างฯ หรือเล่นเกมที่บ้านอย่างเดียว มันจึงเป็นนิมิตหมายอันดีของประเทศเราค่ะ

ความสำเร็จของบัตร Muse Pass Season 6 ที่ใช้เข้าชมพิพิธภัณฑ์ฟรี 63 แห่งทั่วไทย ในระยะเวลา 1 ปี 

ถ้าดูดีๆ ตัว Muse Pass ไม่ได้มุ่งหวังผลกำไรเลยค่ะ เพราะถ้าคำนวณค่าเข้าพิพิธภัณฑ์ทั้ง 63 แห่งรวมกันก็ปาเข้าไป 5,000 บาทแล้ว แต่เราขาย 299 บาท ซึ่งมันน้อยมาก

ที่มิวเซียมสยาม ทำที่เดียวไม่ได้ เราจึงดีลกับพิพิธภัณฑ์ต่างๆ 63 แห่งทั่วไทย เพื่อเพิ่มการเข้าถึงในเรื่องของการประชาสัมพันธ์ Muse Pass จึงเป็นบัตรที่คนพิพิธภัณฑ์จับมือกันเพื่ออยากให้คนไทยเที่ยวพิพิธภัณฑ์ อยากทำให้เห็นว่าพลังสปิริตของคนทำพิพิธภัณฑ์มันมีอยู่ ทุกแห่งจึงยินดีลดราคา แม้ว่าตั๋วเข้าบางที่จะเกินมูลค่าบัตรนี้ไปแล้วก็ตาม เพื่อเปิดโอกาสให้คนมารู้จักเขา ต้องปรบมือให้ทั้ง 63 พิพิธภัณฑ์ที่เข้าร่วมมากๆ ค่ะ ที่ร่วมกันสร้างวัฒนธรรมการเที่ยวพิพิธภัณฑ์ให้เกิดขึ้นในประเทศไทย

ถ้าอนาคตมีหน่วยงานไม่ว่าจากภาครัฐหรือเอกชนที่จะมาช่วยกันให้มันใหญ่และ Mass ขึ้น เราก็ยินดีค่ะ

พิพิธภัณฑ์ต้องมีความรู้ สนุกสนาน และสดชื่นรื่นรมย์

6 เหตุผลที่ควรไปพิพิธภัณฑ์ 

เปาลู กูเอลยู (Paulo Coelho) นักเขียน คอลัมนิสต์ และนักหนังสือพิมพ์ชาวบราซิเลียนกล่าวไว้ว่า “ไม่มีสิ่งใดทดแทนประสบการณ์ได้” และการเข้าชมพิพิธภัณฑ์ก็ถือเป็นประสบการณ์ทรงคุณค่าของการเดินทางรูปแบบหนึ่ง ผ่านเรื่องราวและวัตถุจัดแสดง เราประมวลข้อมูลบางส่วนจากเว็บไซต์ www.colleendilen.com บอกไว้ว่า นี่คือ 6 เหตุผลว่าทำไมเราจึงควรไปพิพิธภัณฑ์ 

1. ทำให้รู้สึกมีชีวิตชีวา 

การเข้าชมพิพิธภัณฑ์ เป็นการกระตุ้นสมองให้เกิดความสงสัยใคร่รู้ในประสบการณ์ใหม่ ความรู้ใหม่ๆ ที่เราอาจไม่เคยรู้มาก่อน หรือได้รับมิติทางความคิดใหม่ๆ แตกต่างจากเดิมที่เราเคยมี และตอบโจทย์ในสิ่งที่เราตามหา ทำให้ชีวิตมีความหมาย และมีชีวิตชีวากว่าชีวิตนิ่งๆ ที่ปฏิเสธการเดินทาง 

2. รอบรู้มากขึ้น 

พิพิธภัณฑ์เป็นศูนย์รวมเรื่องราวของชุมชน สังคม และประเทศ บางคนบอกว่า ถ้าอยากรู้จักประเทศนั้นๆ ให้ดีขึ้น จงเข้าชมพิพิธภัณฑ์ เพราะมันคือทางลัดสู่ความรู้ที่สะท้อนให้เห็นความเป็นชาติ แม้แต่ตัวอาคารของพิพิธภัณฑ์เองก็เป็นหนึ่งความรู้ที่น่าสนใจ ถือเป็นห้องเรียนขนาดใหญ่ของคนทุกเพศทุกวัย ไม่ใช่มีไว้แค่แวะไปทำรายงานส่งครูนะจ๊ะ

3. เกิดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ

ใครที่คิดเสมอว่าการอ่านหนังสือหรือตำราเรียนเป็นเรื่องน่าเบื่อ ขอให้มาพิพิธภัณฑ์ เพราะที่แห่งนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ตัวหนังสือกลายร่างเป็นอีกโลกที่น่าตื่นเต้นและเข้าใจง่าย ใครใคร่อยากดูแบบโฉบๆ หรือเจาะลึกกับสิ่งไหนก็สามารถทำได้ตามความสนใจอย่างมีอิสระ ทำให้การเรียนรู้มีประสิทธิภาพสูงสุด

4. เกิดแรงบันดาลใจ

การรับรู้ข้อมูลใหม่ๆ แม้เพียงเสี้ยววินาทีภายในพิพิธภัณฑ์ แต่อาจทำให้ชีวิตเราเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล บางคนอาจค้นพบตัวตนและความสุขเบื้องลึกจากการมองภาพเขียนชิ้นหนึ่งในพิพิธภัณฑ์ศิลปะ และเกิดแรงบันดาลใจในการปัดฝุ่นสร้างสรรค์งานศิลปะด้วยตัวเองอีกครั้ง พิพิธภัณฑ์อาจเป็นที่ที่เราค้นพบคำตอบที่เราเคยตั้งคำถามกับตัวเองมาตลอดชีวิต 

5. ทำให้ชุมชนเกิดการเปลี่ยนแปลงและพัฒนา

เพราะเรื่องราวในวันเก่าทำให้เรามีวันนี้ หลายชุมชนในปัจจุบันจึงเกิดพิพิธภัณฑ์ชุมชน หรือพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นขึ้นเพื่อสะท้อนวัฒนธรรมชุมชน ประวัติศาสตร์ ขนบธรรมเนียม ประเพณีแต่เก่าก่อนที่สืบทอดมาสู่คนรุ่นหลัง ซึ่งภูมิปัญญาบางอย่างสามารถนำมาต่อยอดและพัฒนาได้ในเชิงเศรษฐกิจ เช่น การทอผ้าไหม ที่ช่วยสร้างรายได้ให้กับชุมชนในระยะยาว    

6. เพราะพิพิธภัณฑ์อยู่ใกล้คุณมากกว่าที่คุณรู้

สำหรับคนกรุงเทพฯ แล้ว ว่ากันว่าในรัศมี 10 กิโลเมตรรอบตัว จะเจอพิพิธภัณฑ์อย่างน้อย 1 แห่ง ที่รอเซอร์ไพรส์เรา และรอการสนับสนุนจากทุกคน เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจและการให้ความรู้สู่ตัวเราและคนรอบข้าง ถ้าใครยังไม่มีไอเดียในการปักหมุด ลองใช้เว็บไซต์นี้ www.museumthailand.com เป็นพี่เลี้ยง