เรื่องเด่น

มองมุมกลับ แกงส้ม ธนทัต

Published 27 ธ.ค. 2018

By Rabbit Today

Interview-kangsomks-scoops-Rabbit-Today-banner

หลังประกาศตำแหน่งรองแชมป์เดอะสตาร์…ค้นฟ้าคว้าดาว ปีที่ 8 ธนทัต ชัยอรรถ หรือแกงส้ม ก็ดูจะมีเส้นทางเดินที่สวยงามบนถนนสายศิลปินจวบจนวันนี้ 6 ปีผ่านไปไวเหมือนกะพริบตา

พิสูจน์ได้จากผลงานเพลงติดอันดับท็อปชาร์ต ตั้งแต่ซิงเกิลแรก ‘รักเธอ 24 ชั่วโมง’ หรือเพลงคุ้นหูอย่าง ‘คุณและคุณเท่านั้น’ ที่ทุกคนร้องตามได้ ชายหนุ่มมีแนวเพลงที่ถนัดคืออาร์แอนด์บี และฮิปฮอป ไม่นับรวมงานบันเทิงอื่น ทั้งละครเวที ละครโทรทัศน์ และซีรีส์ 

ปัจจุบันแกงส้มผันตัวมาเป็นโปรดิวเซอร์ ทำงานในฐานะคนเบื้องหลัง ภายใต้ค่ายเพลงของตัวเองที่รวมตัวกับกลุ่มเพื่อนในนาม โอจีมี เอ็นเตอร์เทนเม้นต์ (OGME Entertainment) 

เขาเล่าว่าการทำงานเบื้องหน้ามีบทเรียนเยอะแยะมากมายให้ต้องมองมุมกลับ ก่อนนำสิ่งที่ดีและที่ด้อยมาพัฒนาการทำงานเพื่อต่อยอด

Rabbit Today เฝ้ามองและเชื่อว่าความสำเร็จอีกขั้นของเขา…แค่เขย่งอีกนิด เอื้อมอีกหน่อยเดียวเท่านั้นแหละ ชัยชนะอยู่ใกล้แค่ปลายมือ

Q: ที่ผ่านมาคุณได้รับเชิญให้ไปร่วมงานเกาหลีแฟชั่นวีก เรื่องเทรนด์และแฟชั่นถือเป็นอีกหนึ่งความสนใจของคุณใช่หรือไม่

A: ใช่ครับ (ตอบทันที) แต่ก่อนผมแต่งตัวหนักกว่านี้อีก แต่เป็นแนวสตรีต ชอบมาตั้งแต่เด็ก ผมมองการแต่งตัวเป็นงานอาร์ตแบบหนึ่งนะ เหมือนได้ใส่อะไรที่เราคิดว่ามันสนุก หลายคนแฟชั่นคือการที่เราดูคนอื่นใส่แล้วเราอยากจะแต่งตัวตามเขา แต่สำหรับผมจะไม่ค่อยตามเทรนด์เท่าไร ไม่จำเป็นว่าตอนนี้เขาฮิตอะไรกัน แต่ชอบอะไร เราใส่อย่างนั้นดีกว่า

มองมุมกลับ แกงส้ม ธนทัต,สัมภาษณ์,Rabbit Today

Q: แนวแฟชั่นและการเลือกแต่งตัวของคุณ สะท้อนจากความสนใจในแนวเพลงด้วยใช่หรือไม่

A: แน่นอน, มันมาจากการทำงานเพลง เหมือนสิ่งที่เราดู ที่เราเห็น ที่เราเสพงานศิลปะต่างๆ มาตั้งแต่เด็ก แล้วพอวันหนึ่งเราได้มาเป็นศิลปิน แล้วรู้สึกว่าอยากจะแสดงออกมาให้คนเห็นว่าเราชอบแบบนี้ เราทำแบบนี้นะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเพลง แฟชั่นการแต่งตัว ทุกอย่างมันรวมตัวกันอยู่ในประสบการณ์ทั้งหมดของเราที่ผ่านมา และแสดงออกมาเป็นสิ่งที่เราเป็นจริงๆ ยิ่งตอนนี้ผมออกมาทำค่ายเพลงเอง ทำเพลงเองด้วย ทุกสิ่งทุกอย่างต้องเป็นไดเร็กชั่นเดียวกันทั้งหมด นี่คือสิ่งที่เราตั้งใจไว้ตั้งแต่แรก ว่าอยากให้คนเห็นเราในรูปแบบนี้ ฟังเพลงรูปแบบนี้จากเรา ซี่งตอนนี้มันค่อนข้างเป็นไปในทางที่เป็นตัวเรา 100%

Q: แปลกตรงที่ส่วนใหญ่แล้วผู้ชายไทยไม่ค่อยให้ความสำคัญกับการแต่งตัว

A: ผมมองตรงกันข้ามครับ ต้องบอกว่าในปีที่ผ่านมาสตรีตแฟชั่นมีคนสนใจเยอะขึ้นมาก โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่น อย่างที่บอก…มันเป็นเทรนด์ คำว่าเทรนด์คือมาแล้วมันก็ไป มีเปลี่ยนตลอดเวลา สิ่งที่ผมอยากบอกคือ สำหรับใครที่ชอบแต่งตัวจริงๆ ลองคิดและหาตัวเองให้เจอนะครับว่า เราชอบแบบไหนมากกว่า และที่สำคัญคือต้องถูกกาลเทศะด้วย อันนี้สำคัญมาก

Q: การแต่งตัวถือเป็น Coming of Age ของคุณไหม

A: (พยักหน้า)

Q: แล้วคุณใช้เวลานานไหมกว่าจะเติบโต หรือค้นหาสไตล์ของตัวเองเจอว่าชอบหรือใส่แบบไหนดูเป็นตัวเองที่สุด

A: ไม่นานนะครับ ผมเริ่มทำดนตรีตอนอายุ 16 เลยกลายเป็นว่ามันมาพร้อมกันหมด คือผมชอบการแต่งแบบสตรีตฮิปฮอป ซึ่งในแต่ละยุคมีอะไรที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ และพอโตขึ้น เห็นเรฟเฟอเรนซ์มากขึ้นในการทำงาน จากแต่ก่อนเคยแต่งฮิปฮอปอเมริกัน คือใส่เสื้อตัวใหญ่ แต่ทุกวันนี้มันมีทางเลือกเยอะครับ อย่างใส่สูทแบบนี้ (ตัวที่ใส่อยู่) ก็เป็นสูทตัวใหญ่ เป็นวินเทจ คือตอนนี้มันเริ่มเป็นฮิปฮอปเกาหลี ซึ่งฮิปฮอปเกาหลีเขาค่อนข้างเปิดกว้างในเรื่องแฟชั่นมาก ความเป็นฮิปฮอปของผมเลยอยู่ที่ตัวเราครับ ไม่ได้อยู่ที่การแต่งตัว 100% สมัยนี้จะมานิยามว่าฮิปฮอปต้องแต่งตัวอย่างไร มันบอกไม่ได้ เพราะเอาเข้าจริงแล้วคือแต่งอะไรก็ได้ครับ ถ้าตัวเรามีความชื่นชอบในความเป็นฮิปฮอป อาร์แอนด์บี แต่งอะไรก็เป็นแบบนั้น

มองมุมกลับ แกงส้ม ธนทัต,สัมภาษณ์,Rabbit Today

Q: วันที่ขี้เกียจ คุณจะกรูมมิ่งตัวเองก่อนออกจากบ้านอย่างไร

A: เสื้อยืดกางเกงยีนส์ คนชอบบอกว่าผมแต่งตัวเยอะ ผมก็บอกแค่เสื้อยืดกางเกงยีนส์เนี่ยนะ แต่เสื้อยืดกางเกงยีนส์ของผมมันก็จะมีดีเทลอย่างอื่นที่มันไม่ใช่เสื้อยืดธรรมดา เพราะอย่างแรกเราต้องรู้ว่าตัวเองทำงานเป็นศิลปิน มีคนมองเราเยอะ ต่อให้ผมดังหรือไม่ดัง แต่เวลาคนมองเรานี่คือเฟิร์สอิมเพรสชั่น เขาต้องมองเราว่าดูดี และกาลเทศะถูกต้อง

Q: มีคำกล่าวที่เราได้ยินบ่อย ‘รสนิยมสอนกันไม่ได้’ คุณเห็นด้วยหรือไม่

A: อันนี้ใช่ครับ แต่มันพัฒนาได้ รสนิยมไม่ใช่สิ่งที่…สมมติมีน้องคนหนึ่ง ผมบอกเขาว่าควรแต่งตัวอย่างนี้สิ สอนเขาแล้วเขาจะเข้าใจ หรือทำได้เลย แต่มันต้องใช้เวลาในการบ่มเพาะความคิดของตัวเอง บ่มเพาะประสบการณ์ด้วยการดูงานเยอะๆ โดยเฉพาะงานศิลปะ แล้วจะหลอมรวมเป็นตัวของเขาเอง มันไม่สามารถยื่นให้กันได้ในทันที อย่างผมจะไม่ค่อยใช้แฟชั่นสไตลิสต์เพราะสนุกที่ได้ทำด้วยตัวเอง ไม่ต้องไปยืมมือใครช่วย แต่โอเค บางงานที่สเกลมันล้ำมากไปก็ต้องให้สไตลิสต์เขามาช่วยเหมือนกัน เรื่องแบบนี้ผมว่าทุกคนพัฒนาได้ มันเป็นส่วนหนึ่งของความรู้ด้วยเหมือนกัน

Q: คล้ายกับงานเพลงไหม เพราะคุณเองก็เติบโตขึ้นจากการเป็นยูทู้บเบอร์

A: มองย้อนกลับไปวันนี้ เออนะ…เรามาไกลเหมือนกันนะ ในระยะเวลาตั้งแต่ผมเริ่มทำงานเพลงตอนอายุ 16 ที่ทำคัฟเวอร์ ใช้คำว่าเริ่มจับโปรแกรมทำเพลง คัฟเวอร์จริงๆ จนมาถึงวันนี้ 10 ปีที่ผ่านมา บางทียังคิดเลยว่า เฮ้ย! เรามาไกลขนาดนี้เลยเหรอ ตอนแรกไม่คิดเลยด้วยซ้ำว่าจะทำ ผมไม่เคยคิดว่าผมจะทำเพลงที่สามารถเป็นเพลงคุณภาพ และสามารถรับงานเบื้องหลังในการทำเพลงได้ด้วย อันนี้ผมรู้สึกว่าตัวเองประสบความสำเร็จแล้วในสิ่งที่ทำมา

ข้อดีของการผันตัวมาเป็นโปรดิวเซอร์คือ เราจะมองมุมกลับครับ จากแต่ก่อนตอนสังกัดค่าย ส่วนใหญ่คือเขาให้เพลงอะไรมา เรามีหน้าที่ทำเพลงนั้นๆ ให้เป็นเพลงของเรา แต่ทุกวันนี้พอเราได้รับโจทย์ กลับกัน คือได้รับหน้าที่ทำเพลงให้กับศิลปินสักคนหนึ่ง มันเหมือนมองว่าเขามีอะไร เราจะดึงอะไรของเขาออกมา เพื่อเมื่อเขาร้องเพลงนี้แล้วจะเป็นตัวเองได้มากที่สุด เป็นการดึงเสน่ห์ของเขาออกมาให้ได้มากที่สุด เราจะเล่าอะไรผ่านเขา แล้วให้เขาเป็นคนบอกข้อความนี้ด้วยความรู้สึกว่าของการเป็นคนเล่าเรื่องราวหรือข้อความนั้นด้วยตนเอง นี่เป็นสิ่งที่ผมรู้สึกว่ามันทำให้ตัวเองโตเร็วขึ้นมากในการทำงานเบื้องหลัง และทำงานให้กับศิลปิน

Q: ขอโทษครับ ปีนี้คุณอายุเท่าไร

A: 26

มองมุมกลับ แกงส้ม ธนทัต,สัมภาษณ์,Rabbit Today

Q: ปกติโปรดิวเซอร์ต้องแก่ เอ้ย! อาวุโส ผ่านประสบการณ์การทำงานมานานสักหน่อยหรือเปล่า

A: (หัวเราะดัง) ใช่ครับ ส่วนใหญ่คนจะคิดว่าคนที่เป็นมิวสิกโปรดิวเซอร์ หรือโปรดักชั่นโปรดิวเซอร์อายุต้องค่อนข้างเยอะ แต่ว่าจริงๆ ปีนี้เป็นปีที่โปรดิวเซอร์เด็กๆ เกิดขึ้นมาเยอะมากครับ คงด้วยกระแสของปีนี้ที่ฮิปฮอปมาเยอะ ทำให้คนรุ่นใหม่ที่เริ่มจะทำเพลงกล้าออกมาขายงานตัวเองมากขึ้น เพราะเป็นแนวที่เด็กๆ เริ่มสนใจกันเยอะขึ้น ก็ดีครับ ทำให้เรามีตัวเลือกหลากหลายในการฟังเพลงที่มากขึ้น แต่อย่างที่บอกครับ เมื่อจำนวนโปรดิวเซอร์เยอะขึ้น สิ่งที่ต้องแข่งขันกันคือการก้าวกระโดดของคุณภาพ ใครที่ไปแตะคุณภาพที่ดีได้ก่อน คนนั้นจะเป็นที่ยอมรับก่อนในวงการ

Q: อะไรคือความยากมากที่สุดในการทำงานของคุณ

A: (หยุดคิดนิดหนึ่ง) ทำอย่างไรให้คนยอมรับในสิ่งที่เป็นเราจริงๆ ต้องขอทำความเข้าใจก่อนว่าในวันที่ออกมาจากรายการ (เดอะสตาร์ ค้นฟ้าคว้าดาว ปีที่ 8) พูดตรงๆ คือเขาจับเราแต่งตัว แต่งภาพให้เป็นแบบนั้น ซึ่งเป็นการทำงานตามขั้นตอนปกติของศิลปินหน้าใหม่ทุกคนที่ต้องเจอ อย่างที่บอกครับว่าเมื่อวันหนึ่งเราโตแล้ว เราออกมาทำงานของตัวเอง ทำอย่างไรให้คนรู้สึกว่าเราเกิดมาจากรายการก็จริงแต่วันนี้เราคือเรานะ และจริงๆ แล้วเราเป็นแบบนี้ นี่เป็นสิ่งที่ค่อนข้างยากที่สุด คือทำอย่างไรแล้วคนจะยอมรับเราในแบบที่เราเป็นจริงๆ ซึ่งต้องใช้เวลาครับ ณ ปัจจุบันก็ยังอยู่ในขั้นตอนที่ผมต้องพิสูจน์ตัวเองให้คนดูเห็น เพราะเราเพิ่งออกจากค่ายมาไม่ถึงปี เราต่างหากที่ต้องชัดเจนในตัวเองก่อน ต้องไม่เขว บางทีสิ่งที่เราทำไม่ได้แปลว่าผลลัพธ์จะออกมาดี นั่นเป็นสิ่งที่เราต้องเตรียมใจเอาไว้ก่อน แต่ทำอย่างไรถึงจะฝ่าฟันจนคนเขารู้สึกว่า เออ…นี่ละ คุณมาถูกทางแล้ว การเป็นตัวเองของคุณคือมาถูกทางแล้ว วันไหนที่คนฟังพูดแบบนี้เมื่อไร นั่นคือวันที่ผมถือว่าตัวเองประสบความสำเร็จ

Q: ที่ผ่านมาการใช้ชีวิตอยู่ในค่ายใหญ่เหมือนโรงเรียนๆ หนึ่งไหม

A: เหมือนครับ เพราะสอนทุกอย่างเลย ผมได้ทำมากกว่างานเพลง แต่ยังมีทั้งละครเวที ซิตคอม คือได้ทำทุกอย่าง คือรู้อยู่แล้วละว่ามันมีงานพวกนี้อยู่ แต่ไม่รู้ว่าจะโดนเรียกให้ไปทำเมื่อไร ข้อดีของการอยู่ค่ายใหญ่คือเขามีส่วนงานรองรับเราเยอะมากครับ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี และเป็นเรื่องที่ทำให้เราเก่งขึ้นเร็วมาก เพราะบางครั้งเราต้องเจองานที่ไม่เคยทำโดยไม่รู้ตัว เช่น เดี๋ยวไปเล่นละครเวทีนะ ผมไม่เคยเล่นมาก่อน แล้วจะทำอย่างไรให้งานออกมาได้คุณภาพตั้งแต่งานแรก นี่คือสิ่งที่ผมรู้สึกว่าการที่อยู่ในค่ายผมได้เรียนรู้อะไรเยอะแยะมาก พูดตรงๆ ว่าเหนื่อย แต่พอมองย้อนกลับไปมันคุ้มค่ามากครับ กับการได้โอกาสทำงานหลากหลาย และค่ายได้หยิบยื่นโอกาสให้ผมมากกว่าคนอื่น เมื่อมีโอกาสแล้วก็ต้องเก็บเกี่ยวให้คุ้มค่าทุกวินาที และรวมออกมาเป็นทักษะในตัวเราจริงๆ ในตอนนี้

Q: เท่าที่สังเกตงานของแกงส้มที่ผ่านมา ประสบความสำเร็จทุกงาน แต้มบุญคุณสูงหรือ

A: (หัวเราะสนุก) ไม่ขนาดนั้นหรอกครับ การทำงานในวงการบันเทิง สิ่งแรกคืองานต้องได้คุณภาพ และไม่ว่าคุณจะทำอาชีพอะไรก็ตาม คุณภาพต้องมาก่อนเป็นสิ่งแรก อย่างที่ 2 งานในวงการบันเทิงต้องมาคู่กับดวงจริงๆ ครับ มีงานหลายๆ งานที่มีคุณภาพ องค์ประกอบทุกอย่างดี นักแสดงเล่นดี แต่กลับไม่เป็นที่พูดถึง คนเลือกที่จะไม่ดู ผมเลยมองว่าวงการนี้คาดเดาอะไรไม่ได้เลยครับ วันนี้คนดูแบบนี้แต่ไม่ได้แปลว่าครั้งหน้าคุณทำแบบนี้อีกแล้วคนจะดู เพราะเขาเปลี่ยนไปดูอย่างอื่น ฉะนั้นมันต้องมาคู่กับดวงจริงๆ

มองมุมกลับ แกงส้ม ธนทัต,สัมภาษณ์,Rabbit Today

Q: ว่าแต่คุณมาทำค่ายเพลงของตัวเอง OGME Entertainment ได้อย่างไร

A: จริงๆ ค่ายโอจีมีฯ เหมือนกลุ่มเพื่อนที่เรารวมตัวกันได้สักประมาณ 5 ปีมาแล้ว พวกเราชอบในสิ่งเดียวกัน หลังจากผมทำงานในวงการไปได้สักพัก แล้วเกิดคิดถึงการทำยูทู้บ การทำดนตรีเอง แนวเพลงที่เคยทำ ที่เราชอบอยู่แล้ว แล้วเริ่มได้เจอเพื่อน ที่ถึงแม้จะไม่ใช่เพื่อนสมัยเด็ก อย่างบางคนเจอในยูทู้บจนกลายเป็นสนิทกันมากๆ ได้รวมตัวคนที่ชอบแบบเดียวกัน ทำงานที่เราชอบ ไม่ได้หวังว่ามันจะต้องออกมาเป็นชิ้นเป็นอัน เป็นรูปเป็นร่าง แต่ในระยะเวลา 5 ปีผ่านไป ทุกคนเก่งขึ้นจนงง กลายเป็นทำงานในระดับคุณภาพกันหมดเลย ผมกับเพื่อนๆ รวม 3 ถึง 4 คน กลายเป็นแบ๊กอัพให้ศิลปินดังๆ โดยทุกคนอายุเพิ่งจะประมาณ 25-26 ปี ทั้งนั้น 

Q: การทำค่ายของตัวเองมันยากหรือง่ายกว่าการเป็นศิลปินในสังกัดไหม

A: ยากครับ (ตอบทันที) แต่มันพิสูจน์ว่าเราได้อะไรจากการอยู่ค่ายใหญ่มาตลอด 6 ปี เพราะทุกขั้นตอนการทำงานเราต้องย้อนกลับไปว่าตัวเองเจออะไรมาบ้าง และใครเป็นคนทำงานอะไรให้เราบ้าง เพราะสุดท้ายแล้วเราต้องมาลิสต์ว่าการเป็นค่ายมันต้องการอะไรบ้าง ลิสต์ออกมา 1 ถึง 10 ซึ่งอันนี้มันค่อนข้างที่จะเหนื่อย ใช้คำนี้ดีกว่า เพราะเริ่มต้นเราต้องทำเองทั้งหมด ก่อนที่จะไปสอนคนอื่นให้มาทำตามหน้าที่นั้นๆ เราต้องทำให้ดูก่อน เหมือนคนที่เป็นนักเรียนกับครู สุดท้ายถ้าเรียนสูงเท่ากัน มีความรู้เท่ากัน แต่คนที่เคยเรียนอย่างเดียวจะกลายเป็นครูมันยากกว่า ยากตรงที่จะทำอย่างไรให้คนอื่นรู้เรื่องได้ อันนี้ยากที่สุดแล้วสำหรับผม

Q: คุณเองมีความเป็นครู และเคยสอนคนอื่นร้องเพลงอยู่แล้วนี่

A: อาจจะเคยสอนร้องเพลง แต่ก็ยังไม่เข้าใจหรอกครับว่าการสอนคน 100% มันเป็นอย่างไร อย่างปีนี้ผมอายุ 25 ย่าง 26 ถือเป็นปีที่ผมเรียนรู้อะไรเยอะมากสำหรับการทำงาน เหมือนการอยู่กับคนหมู่มาก ต้องดูแลคนเยอะ สอนคนเยอะ มันทำให้เราโตขึ้นเร็วมาก และเหมือนเป็นปีที่เปลี่ยนความคิดอะไรหลายๆ อบ่างในชีวิตเราค่อนข้างเยอะอยู่เหมือนกัน

Q: OGME จะโตเร็วแบบสตาร์ตอัปไหม

A: เราไม่ได้คิดว่ามันจะต้องดังหรือโตเร็วกลายเป็นค่ายใหญ่ ต้องบอกว่าสมัยนี้ศิลปินเกิดขึ้นเยอะมาก คนมีตัวเลือกในการฟังเพลงเยอะ ผมแค่ทำค่ายเพลงขึ้นเพื่อให้เรามีที่ของเราเองในการพรีเซ้นต์ผลงานตัวเองอย่างสบายใจ สอง เป็นตัวแทนผลักดันเพลงใหม่ๆ เข้าสู่ตลาด เวลาพวกผมทำเพลง เรานึกถึงคนฟังว่าเขาต้องได้ฟังอะไรที่อัปเดต อยากส่งอะไรใหม่ๆ เข้าวงการเพลง ส่วนเป้าหมายถามว่าอยากให้ดังไหม ทุกคนที่ทำงานอยากได้ความสำเร็จ แต่ไม่ได้หวังจะดังเปรี้ยงปร้าง รวดเร็ว ผมอยากเดินไปข้างหน้าแบบช้าๆ แต่ประสบความสำเร็จมากกว่า