เรื่องเด่น

จาก ‘อาร์ซีเอ’ สู่ ‘สามย่าน’ ลมหายใจครั้งใหม่ของโรงหนังเฮ้าส์

Published 10 ก.ย. 2019

By โชติ เวสสวานิชกูล / ตติยา แก้วจันทร์

จาก ‘อาร์ซีเอ’ สู่ ‘สามย่าน’ ลมหายใจครั้งใหม่ของโรงหนังเฮ้าส์

‘เฮ้าส์’ (HOUSE) คือชื่อโรงหนังนอกกระแสแห่งแรกของเมืองไทย ปักหลักอยู่ที่ย่านอาร์ซีเอทำหน้าที่เป็นแหล่งโอเอซิสสำหรับคนรักหนังในกรุงเทพฯ มานานกว่า 15 ปี

โรงหนังเฮ้าส์ เปิดตัวครั้งแรกบนอาคาร RCA Plaza ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2547 จากกิจกรรม Film Buffet ให้คอหนังดูหนังได้ไม่อั้นในราคาเพียง 100 บาท ก่อนจะค่อยๆ เติบโตเป็นพิกัดฉายหนังที่มีนามสกุล ‘อาร์ซีเอ’ ต่อท้าย มักจัดงานเสวนาภาพยนตร์ แสดงดนตรี จัดนิทรรศการ ฯลฯ ทำให้โรงหนังแห่งนี้เปรียบเสมือน ‘บ้าน’ ที่รวมตัวเหล่าคนรักหนังและศิลปะไว้ด้วยกัน

หนังกว่า 600 เรื่อง จาก 40 ประเทศทั่วโลก ถูกนำมาฉายลงจอฟิล์มเพื่อเพิ่มทางเลือกให้คอหนังไทย ได้มีโอกาสชมหนังอาร์ต หนังฟอร์มเล็ก และหนังรางวัลที่อาจหาชมไม่ได้ในโรงภาพยนตร์ใหญ่อื่นๆ ความทรงจำของคนรักหนังจึงผูกพันกับเฮ้าส์อาร์ซีเอจนกลายเป็นความประทับใจที่ยากจะลืมเลือน

แต่บ้านหลังนี้ก็ถึงเวลาต้องเอ่ยปากอำลาพิกัดเดิม เพื่อย้ายไปสู่บ้านหลังใหม่ ณ สามย่านมิตรทาวน์ ในช่วงปลาย ก.ย. นี้ นับเป็นการเดินทางครั้งใหม่ของตำนานโรงหนังนอกกระแส 15 ปีที่หลายคนจับตามอง 

โอกาสนี้ Rabbit Today ชวนคุณจ๋อง-พงศ์นรินทร์ อุลิศ และคุณอุ๋ย-ชมศจี เตชะรัตนประเสริฐ มาร่วมพูดคุยถึงมุมมองในฐานะผู้ก่อตั้งและบริหารโรงหนังเฮ้าส์ ความทรงจำ เรื่องราวประทับใจ อุปสรรคที่ต้องฝ่าฟัน และเป้าหมายข้างหน้า ถูกถ่ายทอดผ่านน้ำเสียงและแววตาที่มุ่งมั่นจริงจัง การเดินทางครั้งใหม่ของ ‘เฮ้าส์’ กำลังจะเริ่มต้นขึ้นอีกครั้งในเร็วๆ นี้…

Q: โรงหนังเฮ้าส์เป็นโรงหนังขนาดเล็ก แต่อยู่คู่ย่านอาร์ซีเอมาได้ถึง 15 ปี ด้วยปัจจัยอะไร

คุณอุ๋ย: ปัจจัยสำคัญคือคนดูค่ะ ถ้าโรงหนังเปิดมาแล้วไม่มีคนดู เราก็คงไม่มีกำลังใจทำ ซึ่งพอคนดูให้โอกาส ทำให้เรารู้มีคนดูเพิ่มมากขึ้นในทุกๆ ปี ก็ยิ่งทำให้เรามีกำลังใจ หลายคนมาบอกเราว่าเขาเป็นสมาชิกเฮ้าส์มาตั้งแต่สมัย 15 ปีที่แล้ว ยิ่งทำให้รู้สึกว่าเราค่อยๆ เติบโตมาด้วยกันค่ะ

คุณจ๋อง: ผมว่าสมัยก่อนคนดูอาจจะตื่นเต้นกับการมีโรงหนังแบบเล็กขึ้นมาซะที ไม่ใช่แค่เรา 2 คนเท่านั้นที่อยากจะเห็นโรงหนังแบบนี้ในประเทศไทย ยังมีคนอื่นๆ อีกตั้งมากมายที่เขามีความฝันแบบเดียวกับเรา ผมยังจำวันแรกที่เปิดได้เมื่อปี 2547 คนมาเยอะมาก เหมือนมาให้กำลังใจเรา คือเขาก็คงรู้ว่าทำโรงหนังแบบนี้มันทำยากนะ ใครฉลาดก็ต้องไม่ทำป่ะ (หัวเราะ)

Q: นอกจากความอยากทำแล้ว จริงๆ คุณมองเห็นโอกาสอะไรบ้างไหม หรืออาจเห็นว่าในต่างประเทศก็อาจมีโรงหนังลักษณะนี้ที่ทำแล้วประสบความสำเร็จ

คุณจ๋อง: ไม่มีครับ ไม่มีโรงหนังแบบนี้ในต่างประเทศที่ประสบความสำเร็จ แม้ว่าจะมีความเจริญทางด้านพฤติกรรมในการเสพงานศิลปะแล้วก็ตาม ก็ยังถือเป็นโรงหนังทางเลือกอยู่ดี

คุณอุ๋ย: แต่ถามว่าเรามองเห็นอะไรไหม ในต่างประเทศเราเริ่มเห็นว่าเขามีหลายโลเกชั่น ซึ่งถ้าถามในเชิงพาณิชย์ เขาคงไม่ได้เงินเยอะหรอก แต่ว่ามันมีเหตุผลของการมีของมันอยู่ทุกๆ ที่ค่ะ 

คุณจ๋อง: แต่ไม่ได้เกิดจากการที่เราเห็นว่าเป็นเรื่องที่ประสบความสำเร็จ หรือทำโรงหนังแบบนี้ต้องได้เงินแน่ๆ ไม่ได้คิดแบบนี้กันตั้งแต่วันแรกที่ทำ เพราะเราคิดว่ามันไม่ได้เงินหรอก แต่ก็ถามว่าทำไมอยากให้มี หนึ่งคือเราเชื่อว่าการดูหนังมันเป็นประสบการณ์อย่างหนึ่ง ผมเชื่อว่าหนังสามารถเปลี่ยนชีวิตคนได้ การที่หนังบางประเภทโดยเฉพาะหนังที่ฉายอยู่ที่เฮ้าส์ไม่ถูกฉายในที่ทั่วไป…น่าเสียดายเนอะ เราเคยนั่งคุยกันว่ามีหนังสัก 3,000 เรื่องต่อปีนะ แต่หนังที่ถูกนำมาฉายในโรงบ้านเราปีละ 120 เรื่องเองมั้ง ส่วนอีกประมาณ 2,800 เรื่อง ไม่มีอะไรน่าสนใจเลยหรือ เราไม่เชื่อแบบนั้น หนังที่เหลือต้องมีอะไรที่น่าสนใจสิ แต่คำถามคือแล้วหนังเหล่านั้นมันอยู่ไหน น่าจะมีโรงที่ฉายหนังแบบนี้ในไทยบ้างเนอะ 

คุณจ๋อง-พงศ์นรินทร์ อุลิศ และคุณอุ๋ย-ชมศจี เตชะรัตนประเสริฐ ผู้ก่อตั้งและบริหารโรงหนังเฮ้าส์

Q: ทั้งสองท่านเป็นคนชอบดูหนังอยู่แล้ว

คุณอุ๋ย: มันเริ่มจากตรงนั้นค่ะ เราทั้ง 2 คนเป็นคนชอบดูหนังแมสและหนังอาร์ต 

คุณจ๋อง: ผมดูหนังทุกประเภทนะ ไม่ได้ชอบแต่หนังอาร์ต จริงๆ แล้วหนังประเภทแผ่นดินถล่ม น้ำท่วมโลกผมก็ดูนะ จระเข้  ฉลามอะไรแบบนี้ ผมดูหมดนะ ผมชอบหนังก็อตซิลล่า (หัวเราะ) 

คุณอุ๋ย: อุ๋ยชอบเรื่อง Eternal Sunshine of the Spotless Mind ค่ะ เรารู้สึกว่าถ้ามีโอกาสได้ทำโรงหนังที่สามารถนำหนังแบบนี้มาฉายได้ก็อยากจะทำค่ะ 

คุณจ๋อง: รู้ไหม ผมเคยไปไหว้พระไว้หลายที่ อยากให้มีโรงแบบนี้แต่มันก็ไม่มี แต่อุ๋ยมีศักยภาพพอที่จะทำได้ พอเจอกันผมก็บอกว่าลองทำสิอุ๋ย แต่รู้แหละว่ายากมาก เราคุยกันว่าถ้าทำแล้วอยู่ได้สัก 10 ปี ก็โอเคแล้วเนอะ

Q: แต่โรงหนังเฮ้าส์ก็อยู่มาถึงปีที่ 15 แล้วนะ

คุณจ๋อง: นี่ก็เกินมาครึ่งนึงแล้ว เกินมาอย่างน่าตกใจ (หัวเราะ) อย่างที่อุ๋ยบอกไปตอนแรกก็คือว่า ปีหลังๆ เราเห็นความเติบโตชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ด้วย เราก็ลงทุนมา 15 ปีนั่นแหละ คือในแง่ธุรกิจ ถ้าเราทำแล้วรู้สึกว่ามันไม่ได้ การลากไปถึง 10 ปีนี่ก็พอแล้วแหละ มันเกินพอแล้วจริงๆ นะ แต่เราเห็นโอกาสของมันอยู่ คือวันไหนเราเลือกหนังได้ถูกใจคน คนก็เยอะเนอะ แต่ถ้าเราเลือกแล้วไม่ถูกใจ คนก็น้อยเนอะ ซึ่งอยู่ที่ตัวเราเองด้วย บางทีเราก็พลาดเองนะ เราแม่นก็มี เราพยายามเข้าใจคนดูมากขึ้นเรื่อยๆ ปีแรกๆ จะงงหน่อย เข้าใจว่าพวกคอหนังหรือคนที่อยากลองของแปลก พอได้ลองสักพักหนึ่งก็จะเริ่มหายไป อาจรู้สึกว่าไม่แปลกอีกแล้ว แต่เวลาที่ผ่านมาทำให้เรามองเห็นอะไรได้ชัดเจนขึ้น แฟนเฮ้าส์รู้ว่าคอนเทนต์ที่นี่คืออะไร เขาเข้าใจแล้วว่ามันแตกต่างจากที่อื่นอย่างไร นี่คือเหตุผลที่ทำไมตัวเลขปีหลังๆ ถึงเพิ่มขึ้น

Q: จุดยืนของเฮ้าส์ค่อนข้างชัดเจน กิจกรรมที่ผ่านมามีการใส่ตัวยึดหรือเสริมอะไรเข้าไปบ้างไหม ที่มีส่วนทำให้ความเป็น ‘เฮ้าส์’ เติบโตขึ้นอย่างมาก

คุณอุ๋ย: พวกเรายืนยันเรื่องคอนเทนต์ค่ะ ในช่วงปีหลังๆ เรามีความวาไรตี้มากขึ้น ด้วยความที่โลกเปลี่ยนจาก 35mm เป็นดิจิทัลด้วย โอกาสที่จะได้ฉายหนังจำนวนเยอะขึ้นก็มีความเป็นไปได้มาก เพราะต้องยอมรับว่าต้นทุนก็ต่ำลงในเชิงของเจ้าของหนัง ฉะนั้นเราเลยสามารถสร้างทางเลือกให้ลูกค้าได้เยอะขึ้น หนังก็ดึงดูดคนดูได้เยอะขึ้นตามไปด้วย เชื่อว่าหนังแต่ละเรื่องมันดึงดูดแต่ละคนเข้า/มาที่โรงหนังได้ด้วยตัวเอง นี่คือกิจกรรมที่เรามีมาเรื่อยๆ นะคะ เราเน้นคอนเทนต์เป็นหลักค่ะ

คุณจ๋อง: ปีแรกๆ เราอาจทำเยอะหน่อย เพราะคิดว่าคงไม่เอาเงินมาทำโฆษณา เพราะต่อให้เรามีเงินนั้นเนี่ย อาจทำให้คนในประเทศไทยรู้จักโรงหนังแบบนี้ก็จริง แต่คงไม่ทำให้เขามาดูหนังหรอก ตลอดเวลาที่ผ่านไปเราค้นพบคำหนึ่งนั่นคือ ‘หนังมันเลือกคนดู’ ไม่ใช่ว่าแฟนเฮ้าส์ทุกคนจะดูหนังของเฮ้าส์ทุกเรื่อง บางเรื่องไม่ได้เป็นเรื่องที่เขาอยากดู สุดท้ายหนังจะเลือกคนเอง  ต่อให้คนไทยทั้งประเทศ 70 ล้านคนรู้จักโรงหนังนี้หมด เขาก็จะไม่ได้มาอยู่ดี ดังนั้น เราเลยใช้วิธีจัดกิจกรรมเพื่อให้คนรู้ว่าโรงหนังของเรามีคาแร็กเตอร์แบบไหน คอนเทนต์อะไร เราใช้วิธีนั้นเป็นการประชาสัมพันธ์ไปในตัว

ตั้งแต่วันแรกที่ทำก็คิดว่ายาก แต่ไม่ได้คิดว่าจะยากขนาดนี้
ถ้าถามว่าผ่านมาได้อย่างไร ก็เจอทุกประสบการณ์นะคะ
เรารู้ว่าโลเกชั่นของเราไม่ง่าย บางทีคอนเทนต์ที่นำเสนอก็ไม่ได้ง่าย
แต่ความตั้งใจหลักคือ อยากเป็นโรงหนังที่ทำให้คนได้ดูภาพยนตร์ที่หลากหลายขึ้น

คุณอุ๋ย-ชมศจี เตชะรัตนประเสริฐ

Q: ทุกวันนี้ ลูกค้าหลักๆ ของเฮ้าส์เป็นใคร

คุณอุ๋ย: เราว่าค่อนข้างกว้างเลยนะคะ เพราะคอนเทนต์ที่เราเลือกใช้ก็ค่อนข้างกว้าง ครอบคลุมทุกกลุ่มจริงๆ ไม่ได้พูดถึงแค่วัยรุ่นหรือวัยผู้ใหญ่ แต่เป้าหมายที่เราตั้งกันตั้งแต่วันแรกที่ทำเฮ้าส์คือ เราอยากคุยกับวัยรุ่น เราอยากคุยกับนักศึกษา และคนเพิ่งเริ่มทำงาน ซึ่งอาจกำลังอยู่ในช่วงที่ยังไม่ได้เลือกอย่างชัดเจนว่าจะชอบหรือไม่ชอบอะไร 

คุณจ๋อง: ส่วนกลุ่มรองก็คือคนที่เป็นคอหนังอยู่แล้วครับ คนประเภทที่ไม่ต้องไปชวนอะไรเขามาก เขารู้มากกว่าเราอีก รู้จักหนังเรื่องนี้มากกว่าเราด้วยซ้ำ แค่บอกวันฉายเขาก็พอ แต่กลุ่มนี้ก็ยังอยากที่จะเจออะไรใหม่ๆ ในโรงหนังอยู่เสมอนะ 

Q: ตลอด 15 ปีที่ผ่านมา เคยมีรอยต่อระหว่างความรู้สึกว่าเฮ้าส์อาจจะไม่ไหวแล้ว แต่เรายังอยากเดินต่อบ้างไหม แล้วคุณผ่านมาได้อย่างไร 

คุณอุ๋ย: จริงๆ เรามีทุกช่วงค่ะ จากวันแรกที่เราเปิดโรงหนัง มีคนมาเยอะก็จริง แต่ก็มีหลายคอมเม้นต์จากผู้ใหญ่ที่เรารู้จักมาบอกว่า อุ๋ยให้เวลามันสัก 10 ปีนะ มันไม่เกิดง่ายๆ หรอกสิ่งที่อุ๋ยทำ ซึ่งตอนนั้นเราก็ไม่คิดอย่างนั้นหรอก ตั้งแต่วันแรกที่ทำก็คิดว่ายาก แต่ไม่ได้คิดว่าจะยากขนาดนี้ (ยิ้ม) ถ้าถามว่าผ่านมาได้อย่างไร ก็เจอทุกประสบการณ์นะคะ เรารู้ว่าโลเกชั่นของเราไม่ง่าย บางทีคอนเทนต์ที่นำเสนอก็ไม่ได้ง่าย สมัยก่อนต้นทุนสูงมาก กว่าจะขอหนังมาได้เรื่องนึงไม่ใช่เรื่องง่ายค่ะ จนมาถึงจุดที่เปลี่ยนเป็นดิจิทัลก็เริ่มดีขึ้น อุ๋ยว่าในทุกๆ 3 ปี อุ๋ยจะได้รับคำถามแบบนี้ซ้ำทุกครั้ง บางทีก็จากสื่อมวลชน บางทีก็จากเพื่อน ถามว่า “แกยังอยู่รอดใช่ป่ะ” หรือไม่ก็ “ปิดหรือยัง” อะไรแบบนี้ (หัวเราะ) สุดท้ายแล้วเราไม่ได้พูดเรื่องเชิงพาณิชย์ เราไม่ได้พูดว่าเราต้องทำกำไรเท่านี้ถึงจะอยู่ แต่มันคือการที่รู้สึกว่าเรายังอยู่ได้ เราไหว ก็จะตอบทุกคนว่า “เราไหวค่ะ” เพราะความตั้งใจหลักคืออยากเป็นโรงหนังที่ทำให้คนได้ดูภาพยนตร์ที่หลากหลายขึ้น

คุณจ๋อง: พี่ก็อาจตอบว่าตลอดเวลา พี่รู้สึกว่ามันยากอยู่แล้ว ไม่ได้คิดว่าจะกำไรภายใน 5 ปี ไม่เคยคิดอยู่แล้ว ก็คิดว่ามันต้องเป็น 10 ปี ต้องใช้เวลา แต่ขณะเดียวกันเราได้เรียนรู้ในความแม่นและไม่แม่นของเราด้วย เราถึงบอกว่าเป็นเรื่องของโอกาส ถ้าเราทำได้ มันก็ได้ แต่ถ้าทำไม่ได้ มันก็คือไม่ได้ มันไม่มีโรงหนังไหนจะฉายแต่หนังแบบนี้แน่ๆ ทุกที่จะต้องผสมแมสอยู่แล้ว…แต่มีที่นี่ที่เดียวเลย เป็นเหมือนยาขม ไม่ยอมอ่ะ ก็เราอยากจะเป็นแบบนี้

คุณจ๋อง-พงศ์นรินทร์ อุลิศ และคุณอุ๋ย-ชมศจี เตชะรัตนประเสริฐ ผู้ก่อตั้งและบริหารโรงหนังเฮ้าส์

Q: ในอนาคตจะเป็นอย่างไรเมื่อเฮ้าส์ย้ายไปปักหลักอยู่ที่สามย่านมิตรทาวน์

คุณอุ๋ย: ตอนที่สามย่านมิตรทาวน์มาชวน เราก็ทำการบ้านก่อนที่จะย้ายไปนะคะ การลงทุนกับพื้นที่ที่จะทำให้คนได้มาดูหนังเราเยอะขึ้นกว่าเดิมนั้นเป็นไปได้ไหม ถ้าเราขจัดปัญหาเรื่องโลเกชั่นเดิม (ย่านอาร์ซีเอ) ที่เดินทางมาถึงยากของเราได้แล้ว และเข้าไปอยู่ในพื้นที่ที่ดีขึ้น มันพอจะไหวไหม เราได้ลองศึกษาตลาดแล้ว อุ๋ยมองเห็นสัญญาณที่ดีขึ้นเลยอยากจะทำค่ะ

Q: โรงหนังเฮ้าส์สามย่านจะมีอะไรพิเศษบ้าง สำหรับคนที่เป็นแฟนเฮ้าส์อยู่แล้วและคนที่ไม่ได้เป็นแฟน

คุณจ๋อง: สำหรับคนที่เคยได้ยินคำว่าเฮ้าส์ แต่ไม่เคยมีประสบการณ์เดินทางมาก่อนเพราะรู้สึกว่ามายากเหลือเกิน เอาละ! สิ่งแรกคือคุณจะเดินทางง่ายขึ้น นี่คือสิ่งที่พิเศษมากของการไปอยู่ที่สามย่านมิตรทาวน์ กลางเมืองรถติดนะแต่มีขนส่งมวลชนที่ช่วยให้คุณไปถึงที่หมายได้ อย่างที่สองคือเราจะได้สัมผัสประสบการณ์นี้ร่วมกัน การมาเจอคนเดิมในที่ใหม่ เราก็ยังคงฉายหนังในแบบที่เราฉายอยู่แหละ ยืนแบบดั้งเดิมแน่ แต่ว่าบรรยากาศเปลี่ยนไป เหมือนเป็นการรีเฟรชตัวเองไปในตัว ได้ความน่าตื่นเต้นเพิ่มขึ้น ก็เหมือนเสื้อใหม่แต่ลายเดิม ที่น่าสนใจคือโรงฉายเพิ่มขึ้น จากเดิมที่อาร์ซีเอมี 2 จอ ที่สามย่านจะเพิ่มเป็น 3 จอ ซึ่งหมายความว่าเราจะฉายหนังได้มากกว่าเดิมครับ

คุณอุ๋ย: จอเพิ่มขึ้นดีกว่าแน่นอนค่ะ เพราะเราจะสร้างคอนเทนต์วาไรตี้ได้มากขึ้น มีโปรแกรมพิเศษโผล่ขึ้นมาให้แฟนๆ ได้ตื่นเต้นกัน แต่เรายังรักษาสภาพแวดล้อมให้สบายๆ เหมือนมาดูหนังที่บ้านเหมือนเดิม คิดว่าเราย้ายไปที่สามย่านแล้วทำให้คนทำความรู้จักกับเราได้ง่ายขึ้นค่ะ

คุณจ๋อง-พงศ์นรินทร์ อุลิศ และคุณอุ๋ย-ชมศจี เตชะรัตนประเสริฐ ผู้ก่อตั้งและบริหารโรงหนังเฮ้าส์

Q: คาดหวังกับบ้านหลังใหม่มากไหม หากมองในเชิงของทั้งธุรกิจและแฟนๆ กลุ่มใหม่ที่จะเข้ามาหาเรา

คุณจ๋อง: ถ้าถามว่าคาดหวัง ไม่ได้คาดหวังนะครับ คือการที่เราย้ายมาก็เนื่องจากเขามาชวน เราคงไม่ได้มองหาที่ใหม่ ถ้าไม่มีไอเดียนี้เข้ามา เราก็อยู่ของเราไป ดังนั้นพอเขามาชวนผมมองความเป็นไปได้ว่าจะทำให้คนดูมีโอกาสมาเจอเราง่ายขึ้น ผมเห็นประโยชน์ข้อนี้ ที่ผ่านมาได้ฟังแฟนๆ บ่นเหนื่อยกับการเดินทาง แต่เราไม่รู้ทำยังไง ไม่รู้จะย้ายไปใกล้บ้านคุณทุกคนได้อย่างไร (หัวเราะ) ก็ได้เอาตรงกลาง ให้มันอยู่กลางๆ ละกันเนอะ ผมเห็นโอกาสแห่งความตื่นเต้นนี้ว่าแฟนๆ จะมาดูง่ายขึ้น ถ้าถามว่าหวังอะไร ก็หวังเหมือนตอนอยู่ที่นี่แหละ อยู่ที่นี่ก็หวังว่าให้คนดูมาดู คือทำโรงหนังนี้มาก็เพื่อให้คนดูมาดูหนังกัน

คุณอุ๋ย: อุ๋ยคาดหวังนะ แต่เป็นความคาดหวังเดิมตั้งแต่เมื่อ 15 ปีที่แล้ว เราก็หวังว่าเราจะเป็นโรงหนังที่เปิดช่องทางให้คนได้มาดูเยอะๆ นั่นคือความคาดหวังตั้งแต่แรกจนถึงปัจจุบัน ซึ่งถ้าไปคุยกับผู้ใหญ่เขาก็จะบอกว่าไอ้นี่มันอ่อนต่อโลก (หัวเราะ) หมายถึงว่ายังคิดอย่างนี้อยู่หรือ แต่สุดท้ายเราก็พยายามแก้สิ่งที่เป็นปัญหามาตลอด 15 ปี 

ผมเชื่อว่าสังคมจะไม่เลวร้าย หากงานศิลปะเจริญในประเทศใดประเทศหนึ่ง
เพราะการที่คนมีโอกาสเสพหนังดีๆ และมีคุณค่า พวกเขาจะเติบโตทางความคิด
ได้เติมเต็มทัศนคติ ประสบการณ์ และความรู้
หนังก็เหมือนกับอาหารสมองและอาหารบำรุงจิตใจนั่นแหละครับ

คุณจ๋อง-พงศ์นรินทร์ อุลิศ

Q: คุณเปรียบโรงหนังเฮ้าส์เป็นอะไร

คุณอุ๋ย: เป็นลูกค่ะ

คุณจ๋อง: ผมว่ามันใกล้เคียงกับอาหารเสริมนะ รู้สึกว่ามันเป็นสารอาหารที่ร่างกายเรา คือถ้าจะพูดว่าเป็นอากาศและน้ำก็ดูเว่อร์ไป เพราะจริงๆ คุณไม่ตายหรอกถ้าคุณไม่ได้ดูหนังแบบที่ฉายในโรงหนังเฮ้าส์ แต่ถ้าคุณได้ดู ผมว่ามันคือสิ่งที่ไปเติมเต็มความคิด ทัศนคติ ประสบการณ์ ความรู้ เหมือนกับคำที่เขาพูดกันว่า “You’re what you eat”  ผมเชื่อว่าสังคมจะไม่เลวร้าย หากงานศิลปะเจริญในประเทศใดประเทศหนึ่ง เพราะการที่คนมีโอกาสเสพหนังดีๆ และมีคุณค่า พวกเขาจะเติบโตทางความคิด ได้เติมเต็มทัศนคติ ประสบการณ์ และความรู้ หนังก็เหมือนกับอาหารสมองและอาหารบำรุงจิตใจนั่นแหละครับ 

Q: ในยุคดิจิทัลเช่นนี้ คนส่วนใหญ่อาจเลือกที่จะดูหนังผ่านการสตรีมมิ่ง หรือนิยมดาวน์โหลดคอนเทนต์ไปดูที่บ้าน ทำไมคุณถึงยังเชื่อเรื่องการดูหนังในโรงภาพยนตร์อยู่

คุณจ๋อง: ที่จริงก็คงมีอุปสรรคมากอย่างที่บอกแหละ แต่ก็มีคนที่เลือกมาดูหนังในโรงภาพยนตร์อยู่ดี ผมเชื่อว่าทุกคนรู้ว่าการดูในโรงน่ะดีกว่าดูที่บ้าน เพราะบางทีดูที่บ้านเราก็หลับหรือวอกแว่กทำอย่างอื่น การดูหนังที่บ้านอาจเหมาะกับเปิดหนังเรื่องที่เราชอบดูซ้ำๆ แต่การไปสัมผัสประสบการณ์ใหม่ๆ จากโปรแกรมภาพยนตร์ที่เข้าฉายก็ต้องไปที่โรงเท่านั้น 

คุณอุ๋ย: สุดท้ายเราก็ยืนยันว่าเราเชื่อในการดูหนังจากโรงภาพยนตร์ ผู้ชมจะได้ทุกอย่างสมบูรณ์แบบกว่าค่ะ คุณจะโฟกัสอยู่ที่หน้าจอจริงๆ ตั้งใจดู ไม่เล่นมือถือ และจะได้รับสารที่หนังกำลังสื่อถึงคุณแน่นอน ถ้าได้ดูหนังเราแล้วชอบ คุณอาจเป็นแฟนหนังเฮ้าส์ แต่หากไม่ชอบ คุณก็คงจะเปลี่ยนใจไม่มาอีกแล้ว ความยากของการทำเฮ้าส์คือการทำให้คนกล้าเปิดประตูเข้ามาที่นี่  ถ้าเขาข้ามมาได้นั่นคือความสำเร็จของเรา จะชอบไม่ชอบสำหรับเราคือพอแล้วค่ะ 

โรงหนังเฮ้าส์ (HOUSE SAMYAN) เปิดทำการ ณ อาคารสามย่านมิตรทาวน์ (ชั้น 5) ในช่วงปลายเดือนกันยายนนี้ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เฟซบุ๊ก House RCA