สกู้ป

Be My Guest ดิอัลไซเมอร์ COMEDY CONCERT เพลงเพราะมาก หัวเราะหนักมาก

Published 8 พ.ย. 2018

By Rabbit Today

Be-My-Guest-Concert-interview-scoops-Rabbit-Today-banner

หลังห่างหายไปนานร่วม 10 ปี ล่าสุดคอนเสิร์ตที่ทุกคนรอคอยกำลังจะกลับมาเปิดการแสดงขึ้น ในวันเสาร์ที่ 15 ธันวาคมนี้ ณ ธันเดอร์โดม เมืองทองธานี ในชื่อตอน ‘Be My Guest ดิ อัลไซเมอร์ Comedy Concert’

ไม่ครับ--ไม่มีใครลืม…ตรงกันข้าม เราเฝ้านับวันรอจะได้พบศิลปินที่รักอย่าง นีโน่ เมทนี, จุ๋ม นรีกระจ่าง, เจสัน ยัง, มัม ลาโคนิค, อุ้ย รวิวรรณ, ตั้ม สมประสงค์, ตุ๊ก วิยะดา

รวมถึงหัวเรือใหญ่ ‘กอล์ฟ-เบญจพล เชยอรุณ’ ผู้ปลุกปั้นและสร้างแบรนด์ ‘Be My Guest’ จนเป็นที่จดจำ…ชื่อนี้การันตีคุณภาพเสียงหัวเราะและความไพเราะของบทเพลง

วันนี้เขาเชื้อเชิญเพื่อนสนิท ‘เชง-ประดิษฐ์ สมดังเจตน์’ เจ้าของมาสเตอร์พีซ ออร์กาไนเซอร์ ที่ตกปากรับคำมาเป็นโปรดิวเซอร์ให้กับคอนเสิร์ต ‘บี มาย เกสต์’ ครั้งล่าสุด

ทั้งคู่ให้เกียรติมาร่วมย้อนความหลัง มิตรภาพ และการร่วมใจกันทำงานครั้งสำคัญ 

Q: ทราบข่าวว่าคอนเสิร์ต ‘Be My Guest’ กำลังจะกลับมาสร้างปรากฏการณ์ความสนุก เสียงหัวเราะและบทเพลงอันไพเราะขึ้นอีกครั้งหลังจากเว้นวรรคไปร่วม 10 ปี 

กอล์ฟ: ที่ผ่านมาคนถามถึงบ่อย และโดยส่วนตัวผมรู้สึกว่าตลาดเพลงมันยังแย่ จะจัดดี…หรือไม่จัด คุยกับพี่ๆ ทุกคน ทุกคนก็มีงานเยอะ เพราะบางคนก็มีทำธุรกิจส่วนตัว จึงผัดวันประกันปีไปเรื่อยๆ

Q: ย้อนเล่าจุดเริ่มต้นของคอนเสิร์ต ‘บี มาย เกสต์’ ให้ฟังสักนิดหนึ่งสิครับ

กอล์ฟ: แรกเริ่มเลยเกิดจากการทำอัลบั้มเพลง ตัวผมคิดถึงพี่ๆ เขา เอ…นักร้องคุณภาพหายไปไหนกันหมด พวกเขาตอนนี้ไปทำอะไรกัน เลยเริ่มรวมตัวศิลปินรุ่นใหญ่อย่าง พี่นีโน่-เมทนี พี่จุ๋ม-นรีกระจ่าง พี่ตั้ม-สมประสงค์ พี่มัม ลาโคนิค ซึ่งเป็นเซตแรกที่เรารู้สึกว่าหายไปนานแล้วนะ ทำไมล่ะ   เมืองไทยเรานักร้องมีวันหมดอายุด้วยหรือ เริ่มจากความรู้สึกนี้ก่อนในตอนแรก 

เลยเริ่มตามหาพี่ๆ ให้เขามาช่วยทำโปรเจ็กต์ๆ หนึ่ง โดยติดต่อพี่โน่ก่อนเพราะเราสนิทกัน และมองว่าถ้าพี่โน่ปฏิเสธ โปรเจกต์นี้น่าจะเกิดยาก เกิดยากเลยแหละ (ย้ำ) เพราะตอนนั้นพี่โน่ดังมาก เป็นพิธีกรรายการทีวีเยอะแยะมากมาย ผมจึงคิดว่าพี่โน่น่าจะเป็นคนดึงแฟนคลับเข้ามาได้เยอะมากๆ เพื่อให้คนสนใจโปรเจ็กต์ ‘บี มาย เกสต์’ เอาง่ายๆ เหมือนอยากมีคนสนิทมาอยู่ด้วยก่อนน่ะ จะได้อบอุ่นใจ  

Q: แปลว่าช่วงเริ่มต้นยังไม่สนิทกับศิลปินทุกคน

กอล์ฟ: ในตอนนั้นนะครับ พี่จุ๋ม พี่ตั้ม พี่มัม นี่ผมไม่สนิท เคยเจอกันในวงการอยู่ครั้งสองครั้งเอง แต่พี่โน่เป็นพี่ที่สนิท เลยรู้สึกว่าต้องมีพี่โน่ เพื่อจะเป็นตัวแม่เหล็กดึงคนอื่น และอย่างน้อยเราเหมือนมีพี่ชายมาทำงานอยู่ด้วย แต่หลังจากนั้น พอได้ร่วมงานก็เริ่มสนิท เป็นพี่เป็นน้องกัน

คุยกับพี่ๆ ว่าโปรเจกต์นี้คืออะไร ผมทำโปรเจ็กต์นี้ขึ้นมาเพราะความคิดถึงนะพี่ และตอนนั้นตลาดเพลงไทยมันแย่มาก ผมอยากทำให้คนกลับมาซื้อซีดีฟัง นี่คือจุดประสงค์แรกที่เริ่มต้น

Q: แล้วทำไมถึงตั้งชื่อว่า ‘บี มาย เกสต์’

กอล์ฟ: เพราะเป็นโปรเจ็กต์ที่ผมเป็นโปรดิวเซอร์ และเป็นคนแต่งเพลงด้วย เหมือนเราเชิญพี่ทุกคนมาร้องเพลงของเรา โดยที่ผมเป็นเจ้าของบ้านที่คอยดูแลทั้งหมด จึงได้ชื่อ ‘บี มาย เกสต์’ ทุกคนเหมือนเป็นแขกของผมครับ

Q: คุณเชงล่ะครับ แรกที่ได้ยินชื่อโปรเจ็กต์นี้ คิดอย่างไร

เชง: ตอนนั้นยังไม่ได้มาร่วมทำงานกับกอล์ฟในโปรเจ็กต์นี้นะครับ จำได้ว่าพอได้ยินชื่อ บี มาย เกสต์ ก็รู้สึกว่า เออ…ดีนะ เพื่อนกันทั้งนั้นเลย คนที่กอล์ฟเชิญมาคือคนที่ผมรู้จักและสนิทสนม เพราะเคยทำงานร่วมกัน บางคนอาจไม่ได้ทำงานร่วมกันมาก แต่ก็เคยเจอกัน เพราะสมัยก่อนศิลปินมีไม่เยอะ และเราทำงานในแวดวงนี้ก็ต้องเจอกันอยู่แล้ว 

อาชีพแรกของผมเลยคือทำละคร งานออร์กาไนซ์นี่เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ดูแล และเคยทำโรงละครด้วย เพราะฉะนั้นศิลปินทุกคนที่มาเล่นคอนเสิร์ตจึงมีโอกาสได้เจอกันอยู่แล้ว อย่างพี่โน่ก็สนิทเพราะเล่นละครเวทีมาด้วยกันตั้งแต่ 28 ปีที่แล้ว และเล่นกันมาหลายเรื่อง ตั้งแต่สมัยเปิดวิกละครอยู่ที่มาบุญครอง สมัยก่อนเรายังไม่มีโรงละครแบบเป็นเรื่องเป็นราว 

Q: ทั้งคุณกอล์ฟและคุณเชงเป็นเพื่อนที่รู้จักกันมานานแล้วใช่ไหมครับ

กอล์ฟ: (หันไปถามเพื่อน) ก็รู้จักกันมาเรื่อยๆ เนอะ 

เชง: อย่างที่บอกว่าแต่ก่อนวงการยังไม่กว้าง มันแคบ ผมกับกอล์ฟรู้จักกันครั้งแรกคือมาเล่นละครเวทีด้วยกัน เริ่มจากผมทำละครเวทีแล้วไปชวนเขาเล่น และยังไปเล่นกันตามโรงเรียนต่างจังหวัด ประมาณ 20 กว่าโรงเรียนได้ ตระเวนไปกัน 5-6 จังหวัด หลังจากนั้นก็ไม่ค่อยอยากจะสนิทกับมันมาก (แซวเพื่อน ก่อนหัวเราะสนุก)

Q: พูดถึงเพื่อนให้ฟังหน่อยสิ

กอล์ฟ: เชงเป็นคนทำงาน เห็นมาตลอดว่าเขาจะมีงานอยู่เรื่อยๆ และในงานสายงานอีเว้นต์ออร์กาไนซ์ก็ถือว่าเป็นบริษัทที่จับงานใหญ่อยู่เรื่อยๆ เวลาเจอหน้ากันตามงานต่างๆ ก็จะอัปเดตตลอดว่าตอนนี้ทำอะไร

เชง: แต่ส่วนมากเราจะเจอกันตามงานศพ (ไม่รู้ว่าตั้งใจยิงมุกหรือเปล่า แต่เรียกเสียงหัวเราะครืน)

กอล์ฟ: คือพอมีใครเสียเราก็จะเจอ และเจอกันเรื่อยๆ ในงานศพ จำได้ครั้งแรกเจอในงานศพคุณแม่พี่หน่อง-อรุโณชา ที่วัดเทพศิรินทร์ และล่าสุดคือเจอในงานศพของอาเดีย-ชุมพร เทพพิทักษ์ ถึงได้เริ่มคุยโปรเจ็กต์ล่าสุดนี้ (บี มาย เกสต์ ดิ อัลไซเมอร์ คอมเมดี้ คอนเสิร์ต)

เชง: ผมไปช่วยงานหนุ่ม-ศรราม ส่วนกอล์ฟเขาไปเป็นแขกร่วมงาน วันนั้นจำได้ว่าเหนื่อยมาก เพราะทำหน้าที่หลายอย่างเหลือเกิน ทั้งต้อนรับแขกผู้ใหญ่ ทั้งเป็นพิธีกร เชิญแขกขึ้นถวายผ้าไตร พอเริ่มช่วยเยอะ ชักจะเหนื่อยก็เลยเดินไปพักหน้าห้องน้ำ แล้วกอล์ฟเดินมาพอดี ถามผมว่ามานั่งทำอะไรอยู่ตรงนี้  

กอล์ฟ: ไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบกันเหมือนเดิม ตอนนี้ทำอะไร เป็นอย่างไรบ้าง คุยกันไป-มาก็เลยมีโปรเจ็กต์นี้ในบทสนทนา บอกกูอยากทำนี่ว่ะ คอนเสิร์ตบีมายเกสต์ เชงบอก เออ…เดี๋ยวนัดคุยกันดีกว่า เพราะถ้าคุยเลยตอนนั้นคงยังไม่จบ

เชง: มันไม่เหมาะที่จะคุย หนึ่ง เหนื่อยอยู่ และสอง เดี๋ยวคุยๆ อยู่พระออกมาสวดก็ต้องหยุดคุย 

Be My Guest ดิอัลไซเมอร์ COMEDY CONCERT เพลงเพราะมาก หัวเราะหนักมาก,สกู้ป,Rabbit Today

Q: อะไรทำให้เพื่อนเก่า เพื่อน…(ที่เว้นวรรคไว้ทันคือคำว่า ‘แก่’) ต่อกันติด

เชง: เพราะความที่ในวัยเด็กเราโตมาด้วยกันในระดับหนึ่ง เล่นละครอยู่ด้วยกันมานาน 3-4 เดือน โดยเฉพาะตอนไปตระเวนเล่นตามต่างจังหวัด ก็เลยรู้ใจกันในระดับหนึ่ง พอคุยกับปุ๊บ กอล์ฟบอกว่าอยากจะทำ บี มาย เกสต์ คอนเสิร์ต ก็เลยถามว่าแล้วอยากจะทำแบบไหน จะใช้ชื่ออะไร เขาคิดชื่อมาเสร็จสรรพเรียบร้อยแล้วว่า ‘ดิ อัลไซเมอร์ คอมเมดี้ คอนเสิร์ต’ ก็เลยถามว่าแล้วทำไมต้อง ดิ อัลไซเมอร์ล่ะ ก็ให้คำตอบว่า คนที่มาเล่นนี่ใกล้อัลไซเมอร์เข้าไปทุกคนแล้ว 

Q: โดยเฉพาะพี่มัม

กอล์ฟ: อันนั้นนำไปก่อน

Q: หรือพี่จุ๋ม-นรีกระจ่างก็ใช่ย่อย

เชง: (หัวเราะสนุก) เออ…ใช่ พี่จุ๋มนี่เคยทำคอนเสิร์ตมาด้วยกัน ไม่รู้จำได้หรือเปล่านะ ยุคหนึ่งที่มีร้านอาหาร ‘บ้านหนังไทย’ ของพี่หนุ่มเสก (เสกสรรค์ ชัยเจริญ) อยู่ตรงสุขุมวิท 24 เป็นยุคที่ผมต้องไปทำคอนเสิร์ตให้ศิลปินทุกคน หนึ่งในนั้นคือพี่จุ๋ม เล่นๆ ไปก็จะผีเสื้อบิน (ทำท่าบินแบบจินตลีลาประกอบ) คือถ้าแกลืมเนื้อร้องหรือสคริปต์ก็จะบิน และบินหายไปเลย ไม่กลับมา (หัวเราะ) 

พอได้ชื่อว่า ‘บี มาย เกสต์ ดิ อัลไซเมอร์ คอมเมดี้ คอนเสิร์ต’ เรานึกภาพตาม เออ…มันดีนะ เลยมานั่งคุยรายละเอียดกันว่า เราจะทำกันอย่างไร คือยุคนี้ทุกคนต้องร่วมมือกัน ไม่มีแล้ว วันแมน โชว์ หรือ สแตน อัพ โชว์ ทุกอย่างมันจะสำเร็จได้ถ้าร่วมมือกัน 

ไม่ใช่เฉพาะเรา 2 คนที่ร่วมมือกันนะ แต่หมายถึงยังมีส่วนประกอบอื่นๆ เช่นพี่ๆ ศิลปินทุกคนที่กลับมารวมตัวกัน ทุกคนอยากกลับมาขึ้นคอนเสิร์ต ซึ่งผมเชื่อว่าสิ่งที่มากกว่านั้นคือมิตรภาพที่ทำให้ทุกคนอยากกลับมาเจอกัน และผมมองว่ามิตรภาพนี่ละคือสิ่งสำคัญ

Q: ในฐานะที่คุณกอล์ฟวางใจให้คุณเชงทำหน้าที่เป็นโปรดิวเซอร์ การทำงานกับเพื่อนเอาเข้าจริงนี่ยากหรือง่าย

กอล์ฟ: ผมว่าเชงทำงานง่ายนะ เขาเป็นตรงๆ และในความเป็นเพื่อน เราไม่ค่อยทะเลาะกัน 

เชง: ที่ง่ายเพราะเราไม่ได้โฟกัสเกี่ยวกับเรื่องธุรกิจมาก มีอะไรก็มาแชร์ มาช่วยกัน

กอล์ฟ: ใช่ๆ (พยักหน้าสนับสนุน)

เชง: ถามว่าเราอยากทำไหม ก็อยากทำ เพราะนี่คือเพื่อน คือพี่น้องกันทั้งหมด เมื่อตัดสินใจว่าร่วมกันทำงานแล้วก็แบ่งหน้าที่ ว่าใครทำอะไร ทำส่วนไหน

Q: ในฐานะคนดูที่ติดตาม ‘บี มาย เกสต์’ ประกอบกับดูรายชื่อศิลปินที่ขึ้นคอนเสิร์ต คาดเดาได้ว่าสคริปต์ ถึงเวลาจริงคงต้องปล่อยไหลลื่นไปแน่ๆ

เชง: อันนี้อย่าคาดหวัง (หัวเราะสนุก) อย่าคาดหวังใดๆ บนเวที แต่สิ่งที่คุณคาดหวังได้อย่างเดียวคือเสียงหัวเราะ กับบทเพลงไพเราะที่จะได้ฟัง แต่อย่าคาดหวังว่ารอบนี้จะเป็นไปตามสคริปต์ ในฐานะที่เป็นคนทำสคริปต์เองด้วย ผมเองก็ไม่คาดหวัง

กอล์ฟ: ไม่มีทางกำหนดตายตัวได้เลย ไม่มีทาง (ย้ำชัดๆ อีกครั้ง)

เชง: จากที่วางเวลาคอนเสิร์ตไว้ 2 ชั่วโมงครึ่ง อาจจะกลายเป็น 4 ชั่วโมง ก็เป็นไปได้นะครับ

กอล์ฟ: ไม่ขนาดนั้นหรอกมั้ง

เชง: เราต้องควบคุม ถ้าศิลปินพูดมากๆ คงใช้วิธีดับไฟน่ะ (หัวเราะ) 

กอล์ฟ: คงคุมด้วยซีเควนซ์นั่นแหละ แต่เราจะยังคงเสน่ห์ของความเป็น ‘บี มาย เกสต์’ เอาไว้ อย่างที่เชงบอก คือคนที่ดูคอนเสิร์ตของ ‘บี มาย เกสต์’ มาตลอด จะรู้ดีว่านอกจากเพลงเพราะๆ แล้วมันยังขำมาก เพราะฉะนั้นคุณก็จะยังได้เจอสิ่งเหล่านั้นเหมือนเดิม เพียงแต่ความที่คราวนี้มันอั้นมานาน จึงยิ่งทวีคูณขึ้นไปอีก

Q: มีเซอร์ไพรส์อะไรพอจะแย้มบอกได้บ้างไหมครับ

กอล์ฟ: มีแน่นอนครับ แต่ถ้าบอกเดี๋ยวมันจะไม่เซอร์ไพรส์น่ะสิ ต้องรอดู  

เชง: หนึ่ง เซอร์ไพรส์ที่มีแน่นอน คือสเปเชียลเกสต์ที่เป็นศิลปินรับเชิญ ซึ่งรับรองว่าเซอร์ไพรส์แน่นอนครับ  

กอล์ฟ: นี่ผมเพิ่งได้มาอีกคนหนึ่งด้วย เชงยังไม่รู้เลยครับ 

เชง: จริงๆ ต่างคนต่างหา นี่ก็ได้มาอีกคนเหมือนกัน แต่ก็ยังไม่บอกกอล์ฟว่าเป็นใคร (แอบข่มกันเล็กน้อย) แต่ท้ายที่สุดเดี๋ยวเราต้องมาคุยกัน สรุปว่าศิลปินครั้งนี้น่าจะมีมากกว่า 12-13 คน  

กอล์ฟ: รับรองว่าต้องสนุกแน่ๆ 

เชง: และคนที่ได้มาก็ล้วนแต่พูดเก่งทั้งนั้น พูดไม่หยุดเลย 

Be My Guest ดิอัลไซเมอร์ COMEDY CONCERT เพลงเพราะมาก หัวเราะหนักมาก,สกู้ป,Rabbit Today

Q: นั่นสิ สังเกตไหมว่าทำไมศิลปินรุ่นนี้ถึงพูดเก่งกันจัง

กอล์ฟ: ลูกหลานไม่คุยด้วยไงครับ (หัวเราะ)

เชง: หนึ่ง อยู่มานาน สอง เจนจัด 

กอล์ฟ: (ช่วยเสริม) ประสบการณ์มันเยอะ และทุกคนสนิทกัน เป็นเพื่อนกัน

เชง: นี่ขนาดเจสัน ยัง พูดน้อยสุดแล้วนะ ก็ยังพูดเยอะ  

เชง: กลับมาที่เซอร์ไพรส์นะครับ เซอร์ไพรส์ที่หนึ่ง คือเรื่องของศิลปิน รวมถึงแขกรับเชิญ เซอร์ไพรส์ที่สอง ก่อนหน้านี้คอนเสิร์ต ‘บี มาย เกสต์’ ที่คนติดภาพคือคอนเสิร์ตที่ศิลปินร้องเพลงเพราะ คุยสนุก อารมณ์ประมาณทอล์คโชว์ แต่โปรดักชั่นอาจจะไม่ได้มีอะไรมาก

แต่มาถึงยุคสมัยปัจจุบันมันไม่ใช่แล้ว เพราะเราอยู่ในยุคเทคโนโลยี และโลกโซเชียล เพราะฉะนั้นโจทย์คือจะทำอย่างไรให้ ‘บี มายด์ เกสต์’ มีความร่วมสมัยกับคนดูปัจจุบัน อันนี้คือโจทย์ที่คิดว่าน่าจะเป็นเซอร์ไพรส์อีกแบบหนึ่ง ไม่ใช่ว่าคนดูจำกัดอยู่แค่แฟนคลับของศิลปินเมื่อ 20-30 ปีที่แล้ว แต่เราอยากโฟกัสเด็กรุ่นใหม่ด้วย

Q: ถึงตรงนี้อยากรู้มากๆ เลยครับ ว่าศิลปิน ‘บี มายด์ เกสต์’ จนถึงวันนี้ทำไมถึงยังรวมตัวกันเหนียวแน่น

กอล์ฟ: มันเป็นเรื่องของมิตรภาพ ความเป็นเพื่อน พี่ น้อง และพอเราร่วมงานกันมาเรื่อยๆ ก็เหมือนกลายมาเป็นญาติ เพราะฉะนั้นวันหนึ่งที่มีการรวมญาติ แน่นอนว่าต้องรวมกันติดง่าย แม้ช่วงเวลาที่ผ่านมาอาจจะห่างกันไปบ้าง อย่างสมมติครอบครัวๆ หนึ่ง มีพี่น้องอยู่ 8 คน พอโตขึ้นมาต่างแยกย้ายไปใช้ชีวิตตามเส้นทางของแต่ละคน แต่วันหนึ่ง บอกว่าเดี๋ยวปีนี้จะมีพี่ชายบวช ทั้ง 8 คนนี้ก็จะกลับมารวมตัวกันได้ เช่นเดียวกันกับพวกเรา ‘บี มาย เกสต์’ มันสนิทจนเหมือนเป็นครอบครัวไปแล้ว 

Q: ทราบมาว่ารายได้ส่วนหนึ่งจากคอนเสิร์ตครั้งนี้จะเอาไปทำบุญใช่ไหม

กอล์ฟ: ใช่ครับ

เชง: เราตั้งไว้ตอนนี้มีอยู่ด้วยกัน 3 มูลนิธิ หนึ่ง เราจะนำไปมอบให้ผู้ป่วยอัลไซเมอร์ เพราะชื่อคอนเสิร์ตครั้งนี้ก็คือ ‘บี มาย เกสต์ ดิ อัลไซเมอร์ คอมเมดี้ คอนเสิร์ต’ 

สอง เราจะให้กับมูลนิธิสวัสดิการนักแสดง วงเล็บว่าอาวุโสหรือไม่อาวุโสก็ตาม ที่เราให้ตรงนี้เนื่องจากว่าศิลปินในยุคสมัยก่อน หรือก่อนหน้านี้ หรือแม้กระทั่งทุกวันนี้ก็ตาม เวลาที่มีชื่อเสียงโด่งดังขึ้นมา ไอ้ความมีชื่อเสียงโด่งดังนี่บางทีมันทำให้เราลืมอะไรไปหลายอย่าง ในเรื่องของการใช้ชีวิต จนกระทั่งถึงวันหนึ่งที่ดำเนินไปถึงบั้นปลายแล้ว มันไม่เหลืออะไร มูลนิธินี้จะเป็นคนที่ไปช่วย 

สาม ตั้งใจมอบให้กับมูลนิธิศาลาเฉลิมกรุง เพราะศิลปินทุกคน ไม่ว่าจะเป็นพี่มัม หรือพี่อุ้ย-รวิวรรณ มีโอกาสได้กลับไปแสดงคอนเสิร์ตที่โรงละครแห่งนี้บ่อยครั้ง อาจเรียกศาลาเฉลิมกรุงว่าเป็นโรงมหรสพแห่งแรกของเมืองไทยที่เราต้องอนุรักษ์ เพราะที่นี่ช่วยให้ศิลปินทุกคนมีที่ยืนในการเล่นคอนเสิร์ต

Q: ‘บี มาย เกสต์’ ถูกส่งต่อมารุ่นสู่รุ่น แล้วในอนาคตจะมีเจนเนอเรชั่นต่อไปที่รับช่วงต่ออีกหรือไม่

กอล์ฟ: ผมคงยังตอบตอนนี้ไม่ได้ ต้องดูว่าสถานการณ์เพลงไทยดำเนินไปเป็นแบบไหน คงต้องดูไปเรื่อยๆ วันหนึ่งมันอาจจะมีก็ได้ หรือมันอาจจะไม่มีก็ได้ หรืออาจจะคงไว้เฉพาะศิลปินพี่ๆ น้องๆ รุ่นเก่านี่ก็ได้ หรือจะมีศิลปินรุ่นใหม่ๆ เข้ามาเสริมทัพเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ เป็นเรื่องที่ต้องดูกันอีกทีหนึ่ง

Q: อยากให้พูดถึงทูเดย์…ทั้งคู่พอใจกับความเป็นตัวเองวันนี้แล้วหรือยัง และเพราะอะไร

กอล์ฟ: ถ้าถามผม ผมพอใจมากครับ เพราะว่าทุกอย่างที่เราทำมาตั้งแต่เริ่มเข้าวงการ คือมาจากศูนย์ จนทุกวันนี้เราสามารถทำอะไรเยอะแยะมากมาย ทำมาหลายอาชีพ และจนกระทั่งเรามาทำบริษัทเพลงขอตัวเอง ทำโปรดักชั่นเฮาส์เป็นของตัวเอง เริ่มมีแฟนคลับเป็นของตัวเอง ถ้าพูดให้เห็นภาพชัดก็ ‘บี มายด์ เกสต์’ นี่ละครับ ที่เราสร้างแบรนด์นี้ขึ้นมาและมีคนรักพวกเราเยอะ เลยรู้สึกว่าตัวเองมีความสุขกับวันนี้ของเรา

เชง: วันนี้ถามว่าพอใจกับชีวิตไหม พอใจที่สุด แต่ไม่ได้หมายความว่าพอใจแล้วเราจะหยุดทุกอย่างแค่วันนี้ สำหรับผม…วันนี้คือผลงาน คือสิ่งที่พากเพียรจากอดีต ทำให้เกิดวันนี้ วันนี้ในช่วงอายุวัยของผมผมจึงพอใจมาก เราได้ทำอะไรหลายๆ อย่าง อย่างที่หลายคนไม่ได้ทำ เราทำงานอยู่ในวงการ เริ่มตั้งแต่เขียนบท ทำไฟ ทำเสียง เป็นสเตจ เป็นโปรดิวเซอร์ จนขึ้นมาเป็นผู้กำกับฯ กระทั่งทำละคร เป็นผู้จัดละครเอง เปิดบริษัท มาสเตอร์พีซ (ทำงานอีเว้นต์ ออร์กาไนเซอร์) ของเราเอง 

20 กว่าปีที่เราทำมา ถามว่ามันก็ต้องพอใจในสิ่งที่ทำและเริ่มต้นมาจากศูนย์เหมือนกัน จากที่เราเคยเห็นกันและกันว่าเป็นแค่เด็กคนหนึ่งในอดีต ที่คอยบอกบท เล่นเป็นตัวประกอบ จนถึงทุกวันนี้เมื่อเติบโตทุกคนต่างมีหน้าที่ เราโตขึ้นมาได้ก็เพราะว่าเราเก็บเกี่ยวประสบการณ์ขึ้นมาจนกระทั่งเราหล่อหลอมทุกอย่างให้เป็นตัวเรา 

ผมจะพูดเสมอว่าที่เราเป็นอยู่ได้ทุกวันนี้ ที่เราภูมิใจในตัวเองก็เพราะว่าเรามีสไตล์ เรามีความเป็นตัวของเอง ทุกอย่างที่กำลังจะเกิดขึ้น และก้าวขึ้นไปในอนาคตข้างหน้า เราต้องไม่ทิ้งสไตล์ที่เป็นตัวเอง เพราะถ้าคนเราไม่มีสไตล์ ก็คงจะเหมือนกันไปหมดทุกคน งานทุกอย่างเหมือนๆ กัน จนมองไม่ออกหรอกว่า ‘บี มายด์ เกสต์’ ต้องเป็นลักษณะแบบนี้ จะมองไม่ออกหรอกว่า มาสเตอร์ พีซ ออร์กาไนเซอร์ เวลาผลิตงานออกไปแล้วงานจะเป็นแบบนี้ 

คนที่รู้จักกอล์ฟ-เบญจพล แล้วมองมาที่ตัวกอล์ฟ จะรู้ว่ากอล์ฟมีตัวตนของเขาแบบนี้ แต่ถามว่าจากวันนี้ไปในอนาคต หรือวันพรุ่งนี้เราจะทิ้งตัวตนของเราไหม เราคงไม่ทิ้งตัวตน แต่เราจะพัฒนาจากสิ่งที่ดีอยู่แล้วให้มันดียิ่งๆ ขึ้นไปอีก

มิตรภาพฉายชัดในตลอดระยะเวลาที่ทั้งคู่นั่งคุยอยู่กับเรา ความไว้เนื้อและเชื่อใจกันฉันเพื่อนจะต่อยอดงานสร้างสรรค์…ที่ทุกคนคาดหวัง หวังในตัวตนที่มีสไตล์ของพวกเขา และหวังนั้น…ไม่มีวันผิดหวัง

Be My Guest ดิ อัลไซเมอร์ Comedy Concert

เปิดการแสดงในวันเสาร์ที่ 15 ธันวาคม 2561 เวลา 19.00 น. ณ ธันเดอร์โดม เมืองทองธานี

จำหน่ายบัตรที่ Thaiticketmajor ทุกสาขา www.thaiticketmajor.com 

บัตรราคา 3,500/ 3,000/ 2,500/ 2,000/ 1,500 บาท

รายได้ส่วนหนึ่งหลังหักค่าใช้จ่ายมอบให้มูลนิธิศาลาเฉลิมกรุง มูลนิธิสวัสดิการนักแสดง และมูลนิธิโรคอัลไซเมอร์แห่งประเทศไทย


AUTHOR :

Rabbit Today
Rabbit Today
Rabbit Today สื่อรายวันที่พร้อมจะเป็นเพื่อนกับผู้อ่าน เปิดกว้างในทุกๆมุมมองอย่างสร้างสรรค์ เราพร้อมที่จะเชื่อมต่อกับคุณในทุกช่องทาง เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจดีๆสู่คุณ...

BeWild-Eyebrow-Ad-Block-Rabbit-Today
AIA_300x250