ข่าว

การ ‘คลุมถุงชน’ ไม่เคยหมดจางไปจากโลก ‘ชายเป็นใหญ่’ ผู้หญิงจึงถูกกระทำ…ซ้ำแล้ว…ซ้ำเล่า

Published 8 ม.ค. 2019

By Rabbit Today

SaveRahaf-news-beat-Rabbit-Today-banner-1

จบการประกวดมิสยูนิเวิร์สไปร่วมเดือน ทว่ากระแส ‘มิสยูนิเวิร์ส เวียดนาม’ ยังคงได้รับความสนใจจากแฟนๆ นางงามอย่างต่อเนื่อง

Rabbit Today จับตามองในฐานะเธอเป็นดาวดวงเด่น แม้ไม่คว้ามงกลับบ้าน แต่สามารถฝ่าเข้าไปถึงรอบ 5 คนสุดท้าย เปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับวงการนางงามเวียดนามได้สำเร็จ

เห่อแฮน เนีย (H'Hen Nie) หรือที่แฟนนางงามบ้านเราถนัดเรียกว่า ‘เห็น-หนี’ เธอเป็นสาวเวียดนามคนแรกในประวัติศาสตร์ที่ผ่านเข้ารอบลึกขนาดนี้ นอกจากใบหน้าสวยเก๋ ทรงผมสั้นแตกต่างจากลุคนางงามทั่วไป ท่วงท่าการเดินเป็นนางแบบอาชีพ รอยยิ้มจริงใจและดูมีความสุขตลอดเวลา ใครจะรู้ว่าแท้จริงแล้ว ประวัติชีวิตของเธอนั้นน่าสนใจไม่แพ้กัน

เห่อแฮน เนีย เติบโตมาในครอบครัวชนกลุ่มน้อยในประเทศเวียดนาม ด้วยฐานะที่ยากจน พ่อแม่จึงขอให้เธอทำตามประเพณีของชนเผ่าด้วยการแต่งงานกับชายหนุ่มสักคน ด้วยหวังว่าผู้ชายคนนั้นจะช่วยให้เธอและครอบครัวได้มีความเป็นอยู่สุขสบายมากขึ้น

ถ้าเป็นหญิงสาวคนอื่นคงยอมแต่งงานและมีลูกไปแล้ว ทว่าเด็กสาววัย 14 ปี (ในตอนนั้น) เธอมีความฝันยิ่งใหญ่กว่านั้น จึงเลือกที่จะเป็นปฏิปักษ์กับประเพณีของชนเผ่า เห่อแฮน เนีย ตัดสินใจออกตามหาความฝันและการศึกษาในเมืองใหญ่อย่างนครโฮจิมินห์ ที่นั่นเธอเลี้ยงชีพและส่งเสียตัวเองเรียนด้วยการทำงานเป็นพี่เลี้ยงเด็ก โดยต้องทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย ถึงกระนั้นก็ไม่เคยรู้สึกท้อใจในชะตาชีวิต

จนปี 2015 ความสวยและโดดเด่นของเธอเป็นใบเบิกทางให้เข้าสู่วงการประกวด เห่อแฮน เนีย เข้าร่วมรายการ Vietnam's Next Top Model และเข้ารอบ 9 คนสุดท้าย ก่อนตัดสินใจลงประกวดเวทีนางงาม Miss Universe Vietnam 2018 ในที่สุดหญิงสาวก็คว้ามง เป็นสาวจากชนกลุ่มน้อยคนแรกที่ก้าวสู่ตำแหน่ง Miss Universe Vietnam

ประเพณี ‘คลุมถุงชน’ ไม่เคยหมดจางไปจากโลก ‘ชายเป็นใหญ่’ ผู้หญิงจึงถูกกระทำ…ซ้ำแล้ว…ซ้ำเล่า,ข่าววันนี้,Rabbit Today

“ถ้าฉันทำได้ พวกคุณทุกคนก็ทำได้” เป็นคำพูดของเธอบนเวทีการประกวดมิสยูนิเวิร์ส 2018 ที่เมืองไทย แม้จะไม่ได้มงยูนิเวิร์สมาครอง แต่เธอถือเป็นนางงามที่มีแอตติจูดดีเยี่ยม และการเข้ารอบลึกไปจนถึง 5 คนสุดท้าย ถือเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของวงการนางงามเวียดนามเลยทีเดียว

เมื่อกลับถึงบ้านเกิด เห่อแฮน เนีย กลายเป็นกระแสฟีเวอร์ มีขบวนต้อนรับและรถแห่รอบเมือง นอกจากนี้ความงามในจิตใจของ เธอยิ่งปรากฏชัด เมื่อหญิงสาวนำเงินรางวัลที่สปอนเซอร์มอบให้ทั้งหมดบริจาคแก่สาธารณกุศล โดยกล่าวว่า “ฉันมีเยอะแล้ว แต่คนอื่นสิ ยังไม่มี”

โชคชะตาคงขีดและกำหนดแล้วละว่าเธอต้องทำหน้าที่เป็น ‘นางฟ้า’ ไม่ใช่จบชีวิตอันสดใสด้วยการแต่งงานไปกับชายที่ไม่รู้จักตั้งแต่วัย 14 นี่ถ้าเธอเชื่อและทำตามธรรมเนียมประเพณีที่พ่อแม่กำหนด โลกและเราคงไม่ได้ชื่นชมในความงามทั้งรูปลักษณ์ภายนอก และความงามในจิตใจของ ‘เห็น-หนี’ หญิงสาวอันเป็นที่รักของแฟนๆ นางงาม

‘การคลุมถุงชน’ เป็นเหมือนมะเร็งร้ายที่ผู้หญิงหลายคนจำต้องประสบ พวกเธอรู้สึกว่าตัวเองถูกกดขี่จากสังคม และต่ำต้อย หลายปีก่อนที่เมืองซินจาร์ ซึ่งอยู่ทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศอิรัก ติดกับชายแดนซีเรีย มียอดสถิติการฆ่าตัวตายของหญิงสาวพื้นเมืองเพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด อันเป็นผลสืบเนื่องจากประเพณีดั้งเดิมที่บังคับให้หญิงสาวแต่งงานกับชายที่ตัวเองไม่ได้รัก

สถิติของทางการระบุว่า มีผู้หญิงฆ่าตัวตายเพื่อหลีกหนีการคลุมถุงชนในเมืองที่มีประชากร 350,000 คน แห่งนี้แล้วประมาณ 50 ราย สูงเป็น 2 เท่าของอัตราการฆ่าตัวตายในสหรัฐฯ ถึง 2 เท่า โดยวิธีการฆ่าตัวตายที่พบมากที่สุด คือการเผาตัวตาย และการยิงตัวตาย

นักการเมืองท้องถิ่นมองว่า สาเหตุที่ยอดการฆ่าตัวตายเพิ่มมากขึ้น เป็นเพราะในปัจจุบัน ผู้หญิงสามารถเห็นโลกภายนอกผ่านทางอินเทอร์เน็ตและโทรทัศน์ดาวเทียม สิ่งนี้ทำให้พวกเธอมองเห็นว่า ชีวิตของพวกตนย่ำแย่มาก เมื่อเทียบกับวิถีชีวิตของผู้คนในส่วนอื่นๆ ของโลก

ไม่ต้องบอกก็เดาออกว่านักการเมืองท้องถิ่นเหล่านั้นเป็น ‘ผู้ชาย’ แน่นอน

ประเพณี ‘คลุมถุงชน’ ไม่เคยหมดจางไปจากโลก ‘ชายเป็นใหญ่’ ผู้หญิงจึงถูกกระทำ…ซ้ำแล้ว…ซ้ำเล่า,ข่าววันนี้,Rabbit Today

กับข่าวล่าสุดที่กลายเป็นประเด็นร้อน ติด #SaveRahaf ก็มีต้นสายจากการ ‘คลุมถุงชน’ เป็นเหตุ

น.ส. ราฮาฟ โมฮาเหม็ด แอล-เคนูน หญิงสาวชาวซาอุฯ วัย 18 ปี ขึ้นเครื่องบินหลบหนีขณะไปเที่ยวกับครอบครัวที่คูเวต เธอตั้งใจว่าจะเดินทางไปยังประเทศออสเตรเลีย ทว่ากลับถูกกักตัวที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพราะไม่มีวีซ่าเข้าประเทศไทย ตำรวจไทยจึงปฏิเสธที่จะให้เธอเดินทางเข้าประเทศ ส่วนสาเหตุที่เธอต้องระหกระเหินเป็นนกบาดเจ็บก็เพราะถูกบังคับให้แต่งงาน เลยคิดจะละทิ้งศาสนาอิสลาม และกลัวจะถูกส่งตัวกลับไปซาอุดีอาระเบียแล้วถูกครอบครัวตัวเองฆ่า

เธอกล่าวกับสำนักข่าวบีบีซีว่ารู้สึกหวั่นกลัวและสับสน กับบอกว่าเธอมีวีซ่าสำหรับเข้าประเทศออสเตรเลีย แต่หนังสือเดินทางของเธอถูกนักการทูตซาอุฯ ซึ่งเจอเธอหลังจากลงจากเครื่องยึดไป น.ส. โมฮาเหม็ด แอล-เคนูน เล่าถึงสิ่งที่เธอกำลังเผชิญผ่านทางทวิตเตอร์ว่า "เพราะฉันไม่มีอะไรจะเสียแล้ว ฉันเลยจะเปิดเผยชื่อจริงและข้อมูลทุกอย่างเกี่ยวกับฉัน"

นอกจากนี้หญิงสาวยังได้เผยรูปหนังสือเดินทางของตัวเองเพราะ “ฉันมีตัวตนอยู่จริง” ข้อความทวิตเตอร์ของเธออีกข้อความหนึ่งระบุว่า "ฉันกลัวว่าครอบครัวจะฆ่าฉัน"

ประเพณี ‘คลุมถุงชน’ ไม่เคยหมดจางไปจากโลก ‘ชายเป็นใหญ่’ ผู้หญิงจึงถูกกระทำ…ซ้ำแล้ว…ซ้ำเล่า,ข่าววันนี้,Rabbit Today

เรื่องราวเล็กๆ นี้ กลายเป็นข่าวใหญ่และกลายเป็นปัญหาระดับชาติที่หลายฝ่ายเอาใจช่วย โดย UNHCR ที่ออกมาย้ำบอกทางการไทยว่า…ต้องไม่ส่งคนไปยังที่ไม่ปลอดภัย

น.ส. คาโรไลน์ กลั๊ก เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์อาวุโส UNHCR กล่าวว่า ทางหน่วยงานได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ หากผู้ลี้ภัยและผู้แสวงหาที่ลี้ภัยได้รับการยืนยันว่าต้องการการคุ้มครองจากนานาชาติ ประเทศใดๆ ต้องไม่ส่งคนกลับไปยังที่ที่อาจถูกคุกคามต่อชีวิตหรือเสรีภาพ ตามหลักการห้ามผลักดันไปเผชิญอันตราย ซึ่งหลักการนี้เป็นไปตามกฎหมายนานาชาติที่ประเทศไทยได้ร่วมเป็นภาคี

ด้านโฆษกกระทรวงการต่างประเทศและการค้าออสเตรเลียแถลงว่า ทางการออสเตรเลียกำลังติดตามเรื่องนี้ และเห็นว่าคำกล่าวอ้างของ น.ส. ราฮาฟ โมฮาเหม็ด แอล-เคนูน ที่ว่าการเดินทางกลับประเทศจะทำให้ตกอยู่ในอันตรายนั้นถือว่าน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง สถานเอกอัครราชทูตออสเตรเลียในประเทศไทยได้แจ้งต่อทั้งรัฐบาลไทยและสำนักงานยูเอ็นเอชซีอาร์ในไทยขอความมั่นใจให้ น.ส. แอล เคนูน สามารถเข้าถึงกระบวนการขอสถานะผู้ลี้ภัยของยูเอ็นเอชซีอาร์ ในประเทศไทยได้

Rabbit Today หวังว่าสักวันหนึ่งซึ่งคงไม่เร็วนัก ปัญหาเรื่องการ ‘คลุมถุงชน’ จะค่อยๆ จางและหายไป พร้อมกับโลก ‘ชายเป็นใหญ่’ ที่แบ่งเขาแบ่งเราจนเกิดความไม่เท่าเทียมหลายอย่างในโลกบูดๆ เบี้ยวๆ ใบนี้ เราไม่คาดหวังว่าโลกจะกลมดิ๊กในสักวัน แต่ฝันว่ามันจะบูดเบี้ยวน้อยมากที่สุด เพื่อความน่าอยู่ของทุกลมหายใจบนดาวเคราะห์ดวงนี้



Advertising