ข่าว

ปรากฏการณ์ธรรมชาตินับวันยิ่งรุนแรง

Published 11 ก.พ. 2019

By ภาดนุ

Natural-disaster-news-beat-Rabbit-Today-banner

ช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สำนักข่าวทั่วโลกประโคมข่าวปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดขึ้นทั่วโลกหลายเหตุการณ์ ซึ่งนับวันจะยิ่งทวีความรุนแรงจนถึงขั้นกลายเป็นภัยพิบัติที่มีผลต่อมวลมนุษยชาติกันเลยทีเดียว

ไม่ว่าจะเป็นปรากฏการณ์ ‘โพลาร์ วอร์เท็กซ์’ (Polar Vortex) ที่ทำให้สหรัฐฯ หนาวหนัก จนอุณหภูมิติดลบ 40-50 องศาเซลเซียส ทุกอย่างกลายเป็นน้ำแข็ง สร้างความเดือดร้อนต่อการใช้ชีวิตของชาวสหรัฐฯ จนเสียชีวิตถึง 21 ราย ตามด้วยปรากฏการณ์คลื่นความร้อนที่ชาวออสเตรเลียต้องเผชิญอากาศร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ บางวันอุณหภูมิสูงถึง 50 องศาเซลเซียส แต่บางส่วนของออสเตรเลีย เช่น รัฐควีนส์แลนด์ กลับประสบภัยน้ำท่วมสูงสุดในรอบ 118 ปี จากอิทธิพลของลมมรสุมและฝนที่ตกหนัก ขณะที่บางพื้นที่กลับเผชิญภัยแล้งซะงั้น

สำหรับประเทศในแถบเอเชียก็ไม่น้อยหน้า อย่างไทยเรา โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ก็เผชิญกับวิกฤตฝุ่นพิษจากเมือง ที่เป็นสาเหตุให้ผู้คนเจ็บป่วยต่อระบบทางเดินหายใจ บางรายมีอาการรุนแรงถึงกับไอออกมาแล้วมีมูกเลือดปนมาด้วย 

โอ๊ย! เกิดอะไรขึ้นกับโลกใบนี้กันนะ? แต่เมื่อได้ศึกษาถึงสาเหตุของการเกิดปรากฏการณ์ตามธรรมชาติที่รุนแรงจนกลายเป็นภัยพิบัติเหล่านี้แล้ว ทุกสิ่งล้วนมีสาเหตุมาจากการกระทำของมนุษย์ทั้งสิ้น ทั้งการใช้พลังงาน การเผาไหม้เชื้อเพลิง โรงงานอุตสาหกรรม การจราจรที่คับคั่งในเมืองใหญ่ทั่วโลก และอื่นๆ ล้วนเป็นสาเหตุที่ทำให้โลกร้อน ธรรมชาติแปรปรวน และเกิดภัยพิบัติขึ้นทั้งสิ้น

Rabbit Today ชวนไปดูปรากฎการณ์เหล่านี้ พร้อมๆ กัน แล้วมาตอบคำถามด้วยกันว่านี่คือภัยพิบัติหรือธรรมชาติลงโทษกันแน่

ปรากฏการณ์ธรรมชาตินับวันยิ่งรุนแรง,ข่าว,Rabbit Today

1. ปรากฏการณ์ ‘โพลาร์ วอร์เท็กซ์’ 

ปรากฏการณ์นี้ทำให้ชาวสหรัฐฯ กว่า 200 ล้านคน ต้องเผชิญสภาพอากาศหนาวจัดแบบสุดขั้ว โดยเฉพาะพื้นที่ตะวันตกตอนกลาง (เขตมิดเวสต์) และพื้นที่ตะวันออกเฉียงเหนือ (เขตนิวอิงแลนด์) ของประเทศ ซึ่งน้ำกลาย เป็นน้ำแข็ง อุณหภูมิติดลบหนักมากหลายสิบองศาจนเหมือนถูกแช่แข็งยังไง ยังงั้น

สาเหตุ : ปรากฏการณ์โพลาร์ วอร์เท็กซ์ หรือ ลมวนขั้วโลกนี้ เป็นปรากฏการณ์ที่มวลความกดอากาศต่ำและมวลอากาศเย็นขนาดใหญ่บริเวณขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้ มีทิศทางการหมุนของกำลังลมที่บังเอิญไหลมารวมกันในทิศทางทวนเข็มนาฬิกาพอดี แถมดันตัวสูงขึ้นไปถึงระดับชั้นบรรยากาศโทรโพสเฟียร์ (Troposphere) ซึ่งเป็นบรรยากาศชั้นล่างสุดของโลก และทะลุขึ้นไปถึงระดับสตาร์โตสเฟียร์ (Startosphere) ซึ่งเป็นบรรยากาศชั้นที่ 2 ของโลก จนเกิดการบิดเบี้ยว มีการขยายตัว และนำความเย็นจากบริเวณขั้วโลกอาร์กติกเคลื่อนต่ำลงมาสู่แผ่นดินสหรัฐฯ พร้อมกับกระแสลมเจ็ตสตรีม จนทำให้เกิดความหนาวเย็นไปทั่ว

แม้โพลาร์ วอร์เท็กซ์ เป็นปรากฏการณ์ที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว (เกิดครั้งแรกในปี 2396) แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทำไมปรากฏการณ์นี้จึงเกิดบ่อยขึ้น เรื่องนี้ มาร์ค ชีนาร์ด นักอุตุนิยมวิทยาประจำสำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติสหรัฐฯ บอกว่า สาเหตุหลักๆ มาจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศของโลกในปัจจุบัน ที่มีผลทำให้เกิดปรากฏการณ์โพลาร์ วอร์เท็กซ์ได้บ่อยขึ้น

ส่วน เจนนิเฟอร์ ฟรานซีส นักวิทยาศาสตร์อาวุโสและผู้เชี่ยวชาญด้านทวีปอาร์กติกในขั้วโลกเหนือ ประจำศูนย์วิจัย Woods Hole Research Center ในเมืองฟัลเมาท์ รัฐแมสซาชูเสตต์ ก็บอกว่า ปรากฏการณ์โพลาร์ วอร์เท็กซ์ที่เกิดขึ้นล่าสุดนี้ เกิดจาก ‘ภาวะโลกร้อน’ เพราะจากการศึกษารูปแบบจำลอง พบหลักฐานที่ชี้ว่า ชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟียร์เหนือทวีปอาร์กติก กำลังเปลี่ยนแปลงไปและถูกทำลายลง ทำให้ปรากฏการณ์โพลาร์ วอร์เท็กซ์เกิดบ่อยขึ้น แล้วการละลายของน้ำแข็งและอากาศที่อุ่นขึ้นของทวีปอาร์กติกยังทำให้บรรยากาศชั้นสตาร์โตสเฟียร์ถูกทำลายมากขึ้นกว่าในอดีตอีกด้วย

ปรากฏการณ์ธรรมชาตินับวันยิ่งรุนแรง,ข่าว,Rabbit Today

2. ปรากฏการณ์คลื่นความร้อน-น้ำท่วม ที่ออสเตรเลีย

ปรากฏการณ์คลื่นความร้อนที่ออสเตรเลีย ทำให้มีอุณหภูมิเฉลี่ยสูงกว่า 30 องศาเซลเซียส และบางวันอุณหภูมิทะลุถึง 50 องศาเซลเซียสเลยทีเดียว ซึ่งในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา กรมอุตุนิยมวิทยาออสเตรเลีย เผยว่า ตลอดช่วงเดือนมกราคม 2019 ทั่วทั้งออสเตรเลียประสบกับปัญหาคลื่นความร้อนหนักมาก เพราะตลอดทั้งเดือนมีอุณหภูมิเฉลี่ยถึง 30 องศาเซลเซียส โดยเฉพาะบริเวณรัฐเซาธ์ ออสเตรเลีย สามารถวัดอุณหภูมิได้สูงถึง 49.5 องศาเซลเซียส

สาเหตุ : เรื่องนี้ แอนดรูว์ วัตคินส์ นักอุตุนิยมวิทยาอาวุโส บอกว่า สภาวะคลื่นความร้อนนี้ได้ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศตลอดเดือนมกราคมที่ผ่านมา และมีแนวโน้มที่จะเกิดภาวะโลกร้อนที่กว้างขึ้น เห็นได้จากอุณหภูมิของออสเตรเลียที่เพิ่มสูงขึ้นมากในช่วงนี้ 

ขณะที่ทางตอนเหนือของรัฐควีนส์แลนด์ กลับประสบปัญหาน้ำท่วมสูงสุดในรอบ 118 ปีอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน จากอิทธิพลของลมมรสุมที่ทำให้ฝนตกหนักเกินพิกัด ทำให้ทางตอนเหนือของรัฐควีนส์แลนด์ต้องประสบภัยน้ำท่วมฉับพลัน แต่ขณะที่พื้นที่บางส่วนทางตอนใต้ของออสเตรเลียกลับประสบภาวะแห้งแล้งอย่างหนัก จนทำให้เกิดไฟไหม้พุ่มไม้ในรัฐแทสมาเนีย พูดง่ายๆ ว่าธรรมชาติแปรปรวนอย่างหนักจนรับมือไม่ทันเลยเชียว

ปรากฏการณ์ธรรมชาตินับวันยิ่งรุนแรง,ข่าว,Rabbit Today

3. ปรากฏการณ์ฝุ่นพิษจากเมืองใหญ่ในเอเชีย

กลับมาฝั่งเอเชียบ้าง จากวิกฤตฝุ่นพิษที่มีค่า PM 2.5 ซึ่งเกิดขึ้นในกรุงเทพฯ ทำให้คนเมืองต้องสวมหน้ากากอนามัยทุกครั้งเมื่อออกนอกบ้าน ถึงขนาดว่าสื่ออังกฤษนำไปพาดหัวข่าวว่า ‘ฝุ่นพิษหนาทึบกำลังทำให้ผู้คนไอเป็นเลือดในวิกฤตมลพิษที่กรุงเทพฯ’ พร้อมทั้งรายงานถึงสาเหตุการเกิดฝุ่นพิษว่า เกิดจากปัญหาสภาพการจราจรที่ติดขัดอย่างหนัก โรงงานปล่อยมลพิษ และการก่อสร้างที่ไม่สามารถควบคุมได้ ซึ่งกำลังเป็นเรื่องที่ถูกตำหนิว่าเป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศในกรุงเทพฯ ในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา 

สาเหตุ : ผลกระทบจากภาวะฝุ่นพิษในกรุงเทพฯ ที่ทำให้บางคนถึงกับไอเป็นมูกเลือด มาจากค่า PM 2.5 ในกรุงเทพฯ ที่สูงเกินมาตรฐานจนก่อให้เกิดอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจ บางวันมีค่าสูงกว่าหลายเมืองในประเทศจีนที่ประสบวิกฤตฝุ่นพิษเหมือนบ้านเรา แต่ยังต่ำกว่าในกรุงนิวเดลี เมืองหลวงอินเดีย วิกฤตฝุ่นพิษนี้นอกจากมีผลต่อสุขภาพของประชาชนแล้ว ยังมีผลต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทยอีกด้วย แม้ตอนนี้รัฐบาลได้ออกมาตรการหลายอย่างเพื่อช่วยแก้ไขบรรเทา และตอนนี้สภาพอากาศก็เริ่มดีขึ้นแล้ว แต่เชื่อว่าเมื่อมีความกดอากาศสูงจากตอนบนของจีนเคลื่อนลงมา ฝุ่นพิษเหล่านี้ต้องหวนกลับมาอีกแน่นอน

จากสามปรากฏการณ์ที่กล่าวมา หากจะมองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นภัยพิบัติก็ไม่ผิดนัก แต่ถ้าคิดดีๆ ภัยพิบัติเหล่านี้ก็ล้วนแล้วแต่เกิดจากฝีมือมนุษย์ทั้งสิ้น จึงไม่แปลกอะไร ถ้าธรรมชาติจะหันมาลงโทษมนุษย์บ้าง ในฐานะที่เป็นผู้ใช้ทรัพยากรจนเกินขีดจำกัดและทำให้โลกนี้เจ็บป่วย!!



Advertising