ข่าว

ญี่ปุ่นแบไต๋ ‘บ้ารึเปล่า’ จะทิ้งน้ำปนเปื้อนลงทะเล

Published 11 ก.ย. 2019

By สุชา

 ญี่ปุ่นแบไต๋ ‘บ้ารึเปล่า’ จะทิ้งน้ำปนเปื้อนลงทะเล

เหตุที่เมืองไทยเรายังไม่มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ก็เพราะความไม่พร้อมในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะเรื่องการจัดการสิ่งแวดล้อมและชุมชน ปุทโธ่ถัง! (กะละมังหม้อ) ขนาดประเทศพัฒนาแล้วอย่างญี่ปุ่นเขายังเอาตัวเองไม่รอด

ล่าสุดนายโยชิอากิ ฮาราดะ รมว.สิ่งแวดล้อมของญี่ปุ่น กล่าวว่า บริษัทโตเกียว อิเลกทริก พาวเวอร์ (TEPCO) ซึ่งเป็นผู้ดำเนินการโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ จะต้องทิ้งน้ำปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในเมืองฟูกูชิมาลงในมหาสมุทรแปซิฟิก เนื่องจากทางบริษัทขาดแคลนสถานที่ที่จะกักเก็บปริมาณน้ำดังกล่าว

ปัจจุบัน TEPCO ได้กักเก็บน้ำปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีมากกว่า 1 ล้านตัน จากท่อหล่อเย็นในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ดังกล่าว นับตั้งแต่ที่ประสบความเสียหายจากเหตุแผ่นดินไหว และคลื่นยักษ์สึนามิในปี 2554

TEPCO ระบุว่า ทางบริษัทจะไม่มีสถานที่ซึ่งจะกักเก็บน้ำดังกล่าวภายในปี 2565 หรืออีก 3 ปีข้างหน้า "ทางเลือกเดียวที่มีอยู่คือการทิ้งน้ำเหล่านี้ลงในทะเลเพื่อให้เกิดการเจือจาง" นายฮาราดะกล่าว

อย่างไรก็ดี หากรัฐบาลญี่ปุ่นตัดสินใจทิ้งน้ำปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีลงในทะเล ย่อมต้องสร้างความไม่พอใจต่อเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านของญี่ปุ่น และตามประวัติศาสตร์ทั้งสองประเทศนี้ก็ไม่ใคร่รักกันสักเท่าไร

นี่อาจเป็นการโยนหินถามทาง แต่เขาดูมักง่ายไปสักหน่อย เพราะการทิ้งน้ำปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีลงทะเลนั้นดูเป็นการเสนอทางเลือกที่ (มัก) ง่ายที่สุดเท่านั้น รายงานข่าวระบุว่า ขณะนี้รัฐบาลญี่ปุ่นกำลังรอฟังรายงานจากคณะผู้เชี่ยวชาญก่อนหน้าที่จะตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรกับน้ำที่ปนเปื้อนสารกัมมันตภาพรังสีเหล่านั้น

ด้านสำนักข่าวเอ็นเอชเคของญี่ปุ่นรายงานข่าวในวันเดียวกันว่า นายชินโสะ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น จะตั้งนายชินจิโร่ โคอิซูมิ วัย 38 ปี นักการเมืองหนุ่มดาวรุ่งซึ่งเป็นบุตรชายของนายจุนอิชิโร โคอิซูมิ อดีตนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น เป็นรัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมคนใหม่ ในการปรับคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่นที่จะมีขึ้นในวันนี้ (11 ก.ย. 62)

ปัญหาเรื่องน้ำปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีนี้เคยตกเป็นข่าวใหญ่มาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อปี 2556 เมื่อผู้เชี่ยวชาญด้านนิวเคลียร์ออกมาแสดงความกังวลว่า ปัญหาน้ำปนเปื้อนกัมมันตรังสี ที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกุชิมาของญี่ปุ่น อาจเลวร้ายกว่าที่หลายคนคาดคิด เพราะยังมีน้ำปริมาณมหาศาลที่รั่วไหลออกมาจากโรงไฟฟ้าดังกล่าวในแต่ละวัน และในอนาคต หากแทงก์น้ำกว่า 1,000 แทงก์ ที่กักเก็บน้ำปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีเกิดชำรุดหรือแตก ก็อาจทำให้เกิดหายนะซ้ำรอยเดิมได้

ซึ่งจากวันนั้น (ปี 56) ยันวันนี้ (ปี 62) บริษัทเทปโก้ ผู้ดูแลโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ดังกล่าว ก็ยังไม่สามารถจัดการกับปัญหาน้ำปนเปื้อนกัมมันตรังสีที่ยังคงรั่วไหลออกมาอย่างต่อเนื่องได้

นายชไนเดอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านนิวเคลียร์เปิดเผยว่า สิ่งที่น่ากังวลที่สุดก็คือปริมาณน้ำมหาศาลที่ถูกใช้ไปเพื่อการหล่อเย็นเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ หลังจากที่เกิดเหตุระเบิดตั้งแต่เดือนมีนาคม ปี 2554 จากเหตุการณ์คลื่นยักษ์สึนามิพัดเข้าถล่ม ซึ่งหลังจากนั้นก็มีการสร้างแทงก์น้ำกว่า 1,000 แทงก์ขึ้นมา เพื่อกักเก็บน้ำที่ปนเปื้อนกัมมันตรังสี แต่แทงก์น้ำเหล่านี้กลับมีความจุได้แค่เพียงร้อยละ 85 ของปริมาณน้ำทั้งหมด ที่ถูกฉีดเข้าไปในระบบหล่อเย็นถึงวันละกว่า 400 ตัน และสิ่งที่เลวร้ายที่สุด ที่เกิดขึ้นก็คือ น้ำที่ปนเปื้อนกัมมันตรังสีรั่วไหลมาจากหลายจุดของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ไม่เพียงแค่จากแทงก์น้ำที่กักเก็บเท่านั้น แต่ยังมาจากน้ำใต้ดิน และรอยแตกของท่อตามจุดต่างๆ จนทำให้เจ้าหน้าที่ไม่สามารถประเมินได้ว่า ในแต่ละวันมีน้ำปนเปื้อนกัมมันตรังสีรั่วไหลออกจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ และไหลลงสู่ทะเลมากเท่าไหร่ 

ขณะเดียวกัน นักวิทยาศาสตร์อีกจำนวนหนึ่งก็แสดงความเห็นว่า สิ่งที่รัฐบาลญี่ปุ่นต้องรับมือต่อจากนี้ ก็คือเรื่องของอนาคต เพราะมีความเป็นไปได้สูงว่า การรั่วไหลของน้ำปนเปื้อนกัมมันตรังสี จะเกิดขึ้นได้อีก และที่สำคัญก็คือหากเกิดแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงอีกครั้ง น้ำปนเปื้อนกัมมันตรังสี ที่ถูกกับเก็บอยู่ในแทงก์น้ำกว่า 1,000 แทงก์รวมถึงเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ อาจได้รับผลกระทบ และในตอนนั้นหายนะครั้งใหม่อาจเกิดขึ้นได้

ส่วนผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ หลายฝ่ายได้แสดงความกังวล ต่อปัญหาแหล่งน้ำใต้ดิน ที่อาจปนเปื้อนกับกัมมันตรังสี จากการที่น้ำจำนวนหนึ่ง ได้ไหลลงใต้ดิน และอาจไปปะปนกับแหล่งน้ำ ขณะที่ปริมาณน้ำมหาศาลได้ไหลลงสู่ทะเล ซึ่งหลังจากนี้ต้องมีการตรวจสอบอย่างละเอียดว่า สัตว์น้ำทะเลได้รับผลกระทบอย่างไรบ้าง และแน่นอนว่า มนุษย์ผู้บริโภคอาหารทะเล ก็จะได้รับสารกัมมันตรังสีเข้าสู่ร่างกายอย่างเลี่ยงไม่ได้




Advertising