ข่าว

รำลึก 9/11 กับทฤษฎีสมคบคิดที่คนมะกันยังคิดว่าเล่นกันเอง

Published 10 ก.ย. 2019

By Rabbit Today

รำลึก 9/11 กับทฤษฎีสมคบคิดที่คนมะกันยังคิดว่าเล่นกันเอง

ผ่านไปไวกว่า 18 ปี กับเหตุวินาศกรรม 11 กันยายน 2001 หรือที่เรารู้จักในชื่อ 9/11 (ไนน์วันวัน) ที่บางครั้งก็รู้สึกเหมือนเรื่องนี้เพิ่งเกิดขึ้นมาไม่นาน

ย้อนความกันเบาๆ เหตุการณ์นี้เป็นการโจมตีแบบพลีชีพทางอากาศของผู้ก่อการร้ายที่เรียกตัวเองว่า ‘กลุ่มอัลกออิดะฮ์’ ที่มีจำนวนผู้ร่วมก๊วน 19 คน

รายชื่อของชายผู้จุดชนวน คือ คาลิด เชค โมฮัมเหม็ด ที่นำแผนการดังกล่าวไปบอกกับ อุซามะฮ์ บิน ลาดิน ในช่วงปี 1996 และ 2 ปีหลังจากนั้น บิน ลาดิน ก็ได้เริ่มดำเนินการตามแผนอย่างจริงจังตามที่คาลิดแนะนำ

แผนการวันเกิดเหตุ แบ่งกระจายตัวเป็น 4 กลุ่ม บนเครื่องบินโดยสาร 4 ลำ 

ช่วงเวลาในการก่อเหตุอยู่ในระยะเวลา 1 ชั่วโมง 42 นาที ตั้งแต่ 8.46 - 10.28 น.

เหตุการณ์ที่ตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์

เวลา 8.46 น. ผู้ก่อการร้ายชุดแรกจำนวน 5 คน ได้จี้เครื่องบินสายการบินอเมริกันแอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ 11 พุ่งเข้าชนกับตึกเหนือของเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์และไม่นานนักหลังจากที่เครื่องบินลำแรกพุ่งชนตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ เครื่องบินลำที่สองก็ตามมา

เวลา 9.03 น. ผู้ก่อการร้ายชุดที่สองอีก 5 คน ได้นำเที่ยวบินยูไนเต็ดแอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ 175 พุ่งเข้าชนตึกใต้ของเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์

สรุปเหตุที่ตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์มีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 2,606 คน รวมนักบิน ลูกเรือและผู้โดยสารบนเครื่องทั้ง 2 ลำอีก 157 คน

เหตุการณ์ที่เพนตากอน

เวลา 9.37 น. หรืออีกเพียง 34 นาทีต่อมา ผู้ก่อการร้ายชุดที่สามอีก 5 คน ได้บังคับให้สายการบินอเมริกัน แอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ 77 พุ่งเข้าชนอาคารเพนตากอน ซึ่งเป็นอาคารสำนักงานที่ใหญ่ที่สุดในโลก แถมยังเป็นที่ทำการของกระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกาด้วย

สรุปเหตุจุดนี้มีผู้เสียชีวิตเท่ากับ 125 คน รวมกับนักบิน ลูกเรือและผู้โดยสารบนเครื่องอีก 64 คน

รำลึก 9/11 กับทฤษฎีสมคบคิดที่คนมะกันยังคิดว่าเล่นกันเอง

เหตุการณ์ใกล้รัฐเพนซิลเวเนีย

กลุ่มผู้ก่อการร้ายชุดสุดท้ายอีก 4 คน บนสายการบินยูไนเต็ดแอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ 93 ตั้งใจที่จะเอาเครื่องบินพุ่งชนอาคารรัฐสภาหรือไม่ก็ทำเนียบขาว แต่ดันเกิดการต่อสู้กันของลูกเรือและผู้โดยสารกับผู้ก่อการร้าย

เมื่อผู้ก่อการร้ายเห็นท่าว่าแผนการจะไม่สำเร็จ จึงฆ่านักบินและพนักงานต้อนรับ พร้อมทั้งบังคับให้เครื่องบินตกใกล้กับรัฐเพนซิลเวเนีย ทำให้นักบิน ลูกเรือ และผู้โดยสารทั้งหมดเสียชีวิต 44 คน

ภายหลังเหตุวินาศกรรมครั้งใหญ่ และคาลิด เชค โมฮัมเหม็ด ได้ถูกจับ ก็สารภาพว่า เป้าหมายจริงๆ ของการก่อไม่ใช่ที่ตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ และอาคารเพนตากอนเลย แต่เป็นที่ตั้งฐานทัพนิวเคลียร์ของสหรัฐอเมริกา แต่สุดท้ายตัวเขาและบิน ลาดิน รวมถึงกลุ่มอัลกออิดะฮ์ได้เปลี่ยนใจกะทันหัน

นอกจากจะสร้างความเสียหายด้านชีวิตแล้ว วินาศกรรมครั้งนี้ยังถูกประเมินถึงความเสียหายแก่สหรัฐฯ เป็นตัวเงินกว่า 109 ล้านล้านบาท หรือถ้าคิดภาพว่ามันมีไม่ออกก็ราวๆ 7 เท่าของ GDP ประเทศไทยได้เลยทีเดียว ขณะที่กลุ่มอัลกออิดะฮ์ได้ใช้เงินในการก่อเหตุร้ายครั้งนี้เพียง 16.5 ล้านบาทเท่านั้น

ทฤษฎีสมคบคิด ขั้วโลกที่แตกต่างยังมองเป็นเรื่องแหกตา

ภาพข่าวจากทั่วสารทิศ และคลิปวีดีโอที่มีเต็มไปหมดบนโลกยูทู้บ พยายามชี้ให้เห็นว่าเหตุการณ์นี้มีที่มาที่ไปของมันอย่างชัดเจน

แต่ในอีกมุมหนึ่ง ที่มีกลุ่มก้อนใหญ่ๆ ที่พูดคุยกันในวงกว้างของโลก เกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ว่าเป็นเรื่องของผู้ก่อการร้ายจริงหรือ

ประเด็นนี้ลามปามไปจนถึงขั้นเกิดเป็นทฤษฎีสมคบคิดที่มีข้อมูลอ้างอิงกันแบบเป็นขั้นเป็นตอนและมีการดึงข้อมูลจากคนที่เห็นต่างมาแชร์กันอย่างกว้างขวาง เช่น

จอห์น ลีอาร์ นักบินที่เป็นถึงอดีตหน่วยข่าวกรองกลางของสหรัฐอย่าง CIA คือ บุคคลหนึ่งที่ออกมาบอกกับเรื่องนี้ว่า “ไม่มีเครื่องบินชนตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์แต่อย่างใด และเป็นไปไม่ได้เลยในทางกายภาพที่เครื่องโบอิ้ง 767 จะชนเข้ากับตึกแฝดนี้ได้ มันเป็นการหลอกลวงของรัฐบาล สื่อ หน่วยรักษาความปลอดภัยของรัฐบาลกลาง และผู้รับเหมาต่างๆ ที่กำลังปกปิดอะไรบางอย่าง เพราะต่อให้เครื่องโบอิ้ง 767 ชนจริง ส่วนหลังก็ต้องบี้เข้าไป และหลังชนแล้วปีกกับหางจะต้องแยกออกจากตัวเครื่องและหล่นลงพื้น เพราะตึกเวิลด์เทรดใช้เหล็กหนาถึง 14 นิ้ว และ 39 นิ้วในแกนกลาง แต่หลังชนสภาพเครื่องยนต์ยังอยู่ในสภาพปกติ ถึงแม้มันจะร่วงลงพื้นและถูกกู้มาจากซากปรักหักพังก็ตาม”

เช่นเดียวกันกับ มอร์แกน เรยโนลด์ อดีตหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ ภายใต้ประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู บุช ก็เคยกล่าวออกมาพูดสั้นๆ ว่า “ไม่มีเครื่องบินใดๆ ชนตึกแฝดแห่งนี้”

ทฤษฏีสมคบคิด ยังมีการเผยให้เห็นถึงข้อสงสัยอื่นๆ ที่ทำให้เกิดการเชื่อมโยงไปว่ารัฐบาลสหรัฐฯ ทำเรื่องนี้เองอีกมากมาย เช่น 

  • มีคนได้ยินเสียงระเบิดหลายจุดก่อนตึกจะถล่ม 
  • ขนาดตึกที่โดนไฟไหม้อยู่หลายชั่วโมงยังไม่ถล่ม แต่โดนเครื่องบินชนแค่นี้กลับถล่มลงมาได้ง่ายดาย
  • ตึกที่เก็บเอกสารสำคัญที่ไม่ได้อยู่ติดกับตึกเวิลด์เทรด ถล่มทั้งๆ ที่เครื่องบินไม่ได้ชน และมีเสียงระเบิดดัง เหมือนกับมีคนจงใจวางระเบิดให้ระเบิดแบบแนวตรงอีกครั้ง
  • นักฟิสิกส์ และนักวิศวกร หลายคนได้ลงความเห็นกันว่า ความเป็นไปได้ที่ตึกจะถล่ม ลงมาตรงๆ 3 ตึกในเวลาสั้นๆ นั้นแทบจะไม่มีทางเกิดขึ้นได้ โดยใช้การคำนวณเวลา ความเร็วแล้ว เหมือนเกิดจากโดนระเบิดตัดฐาน เพราะถ้าตึกระเบิดสาเหตุจากไฟไหม้ ตึกน่าจะถล่มทีละชั้น
  • ความร้อนที่จะหลอมละลายโครงเหล็กของตึกได้ ต้องสูงถึง 2,500 องศา แต่ความร้อนจริงของเครื่องบินนั้นสูงเพียง 825 องศาเท่านั้น
  • เทปบันทึกเสียงจากหอควบคุมนักบินได้หายไปอย่างไร้ร่องรอย ซึ่งนี่เป็นหลักฐาน สำคัญที่รัฐบาลสหรัฐฯ ควรเผยแพร่ต่อสาธารณะชน
  • ระบบการควบคุมการจราจรทางอากาศต้องอยู่ในสถานะเตรียมพร้อม 2-3 นาทีหลังเกิดเหตุ เพราะฐานทัพอากาศโอติส อยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุเพียง 7 นาทีอีกทั้งยังมีหน่วยลาดตระเวนทางอากาศทั่วทั้งพื้นที่ ชายฝั่งแอตแลนติกอีกด้วย แต่ทำไมเกิดเหตุครั้งแรกแล้วครั้งที่ 2, 3, 4 ก็ยังตามมาติดๆ
  • ด้านเหนือของตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ เป็นเป้าหมายของผู้ก่อการร้ายอันดับ 1 ที่สามารถก่อการร้ายได้แบบโหดเหี้ยมที่จะเอาชีวิตชาวอเมริกันได้มากที่สุด เนื่องจากมีโรงงานไฟฟ้า นิวเคลียร์ 3 แห่ง กับอินเดียนพอยต์ แต่ทำไมผู้ก่อการเลือกที่จะถล่มตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์
  • ทำไมผู้ก่อการร้ายถึงไม่เลือกที่จะโจมตีเวลา 11.00 น. ในเวลานั้นมีคนอยู่ใน ตึกมากถึง 50,000 คนขึ้นไป คนจะได้ตายมากที่สุด
  • วิลเลี่ยม เมนนิ่ง บรรณาธิการวารสารเกี่ยวกับการดับเพลิง กล่าวว่า โครงสร้างตึกที่ถูกเครื่องบินชน ไม่เพียงพอที่จะทำลายทั้งตึกได้และมองว่าการสอบสวนของฝ่ายสืบสวนสรุปเรื่องราวได้น่าตลกมาก
  • วิลลี บราวน์ นายกเทศมนตรีซานฟรานซิสโก จะเดินทางมานิวยอร์กในวันเกิดเหตุ แต่เขาได้รู้ล่วงหน้า 7 ชั่วโมงว่าจะมีการโจมตี แต่ไม่รู้เป้าหมายว่าอยู่ที่ตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ รู้เพียงแค่ว่าให้ระวังการเดินทางทางอากาศวันที่ 11 กันยายน 2001 เท่านั้น

รำลึก 9/11 กับทฤษฎีสมคบคิดที่คนมะกันยังคิดว่าเล่นกันเอง

อะไรที่ทำให้คนมะกันไม่เชื่อใจรัฐบาล?

หลายๆ ประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาโยงเข้าด้วยกันนี้ เพราะต้องการกล่าวหาว่าเป็นการกระทำของรัฐบาลสหรัฐฯ เอง เพื่อหวังผลบางอย่าง เช่น การเข้าโจมตีอัฟกานิสถาน หรือเป็นผลประโยชน์เชิงธุรกิจของบุช

แต่นั่นก็ดูจะเป็นชนวนที่ทำให้ประชาชนในสหรัฐฯ เกือบครึ่งเชื่อว่ารัฐบาลเป็นผู้ก่อการร้ายเสียเอง เพราะมองว่าในมุมของสหรัฐฯ ประเทศที่ดูจะเหนือกว่าประเทศใดๆ ในโลกนี้ ไม่ควรจะบกพร่องในการรักษาความปลอดภัย หรือผู้ก่อการร้ายใดจะกล้ามาแหยมในช่วงเวลานั้นเลย ถ้าไม่จงใจหรือตั้งใจให้เกิดขึ้น แล้วนำความชอบธรรมนี้ไปสู่จุดหมายต่างๆ เช่น เข้ากวาดล้างกลุ่มปฏิปักษ์และรวมถึงมูลเหตุในการแทรกแซงประเทศตะวันออกกลาง เพื่อพาไปสู่ผลประโยชน์ด้านพลังงาน

นอกจากนี้ หากขยี้ไปยังเหตุการณ์หลายๆ เรื่องที่เกิดขึ้นมาในประวัติศาสตร์ของอเมริกาและของโลก ก็มักจะมีเหตุและผลที่ชวนให้ต้องขบคิดเพิ่มว่าเหตุการณ์บางอย่างเป็นสิ่งลวงโลกที่เกิดขึ้นโดยฝีมือรัฐบาลสหรัฐฯ เองหรือไม่

ยกตัวอย่าง เหตุการณ์ลอบสังหารประธานาธิบดี จอห์นเอฟ.เคนเนดี้ ของสหรัฐ หรือใครที่เคยดูภาพยนตร์เรื่อง JFK จากการสร้างของ โอลิเวอร์ สโตน คงจะนึกออกว่ามันเป็นไปได้จริงๆ

เพราะการตายของเคนเนดี้ มีข้อให้ชวนสงสัยมากมาย ทั้งโอกาสที่เปิดกว้างมากของพื้นที่ที่เอื้อต่อการลอบสังหาร การจับตัวคนร้ายได้อย่างรวดเร็ว และไม่พบว่ามีใครที่ร่วมขบวนการด้วย เป็นการกระทำการอุกอาจเพียงคนเดียว และในขณะที่กำลังจะพาตัวคนร้ายไปคุมขัง จู่ๆ ก็มีคนมายิงปืนดับชีวิตต่อหน้าต่อตานายตำรวจ และเอฟบีไอหลายคน

เรียกว่าเป็นการ ‘ฆ่าตัดตอน’ ก็คงไม่ผิด

ส่วนที่เขาต้องตาย ก็ง่ายนิดเดียว เพราะประธานาธิบดีจอห์น เอฟ. เคนเนดี้ มีความเป็นตัวของตัวเองอย่างมาก จนคนอยู่เบื้องหลังกลุ่มใหญ่ที่กุมอำนาจที่แท้จริงไว้ไม่สามารถควบคุมได้

เมื่อควบคุมไม่ได้ ก็สมควรที่จะตายไปซะ

ฟังหู ไว้หู

จริงๆ ตอนนี้ พอโลกมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นมา ก็จะมีการคิดต่าง คิดแย้ง คิดแบบมุมกลับให้ผู้คนได้ขบคิดตามไม่น้อย (ไม่ได้ผิดไรนะเฟ้ย) แต่คงต้องฟังหูไว้หู

เพราะยามเกิดเหตุการณ์ครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์โลก ทฤษฎีสมคบคิด มักเกิดขึ้นตามมา อย่างข่าว เอสวิส เพรสลี่ย์ หรือ ไมเคิล แจ็คสัน ยังไม่ตาย และเป็นเพียงแค่การจัดฉากเท่านั้น ยังเกิดขึ้นเล้ย 

เรื่องนี้มันก็อาจจะบอกอะไรบางอย่างกับสังคมโลกยุคนี้ว่าจะเชื่ออะไรทันทีทันใดยากเหลือเกิน อันไหนเรื่องจริง หรือมีเบื้องหลังอะไร ก็บอกยาก แค่สมองดันไปรับสารและคิดตาม ก็เกิดเป็นมุมมองความคิดที่ต่างโดยปริยาย

อย่างทุกวันนี้ที่เห็นลุงตู่ขี้โมโหง่าย ต่อปากต่อคำแรงๆ กับสื่อมวลชนนั้น อาจจะไม่ใช่เรื่องจริงก็ได้ แต่อาจจะมีใครสมคบคิดอยู่ข้างหลังให้ท่านเสียงดังเข้าไว้ เข้มๆ ไว้หน่อย ยัวะมากๆ แต่จริงๆ ท่านใจดีออก (มั้ง) 

เหมือนประโยคที่มีคนเคยพูด “อย่าเชื่อในสิ่งที่เห็น”

เหมือนกับทฤษฎีสมคบคิดเกี่ยวกับเหตุการณ์ 9/11 ที่ยังคงมีการหยิบมาพูดกันเสมอ แต่หลักฐานใหม่ๆ ก็ยังไม่ปรากฏ

แม้ในใจลึกๆ หลายคนในโลก จะยังคงตั้งคำถามเมื่อวันที่ 11 เดือน 9 วนมาเสมอๆ ว่า…

“เหตุการณ์เครื่องบินชนตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ เป็นเรื่องจริงหรือแหกตากันแน่”

แต่คนที่ตายและความสูญเสียที่เกิดขึ้น มันของจริงทั้งนั้น…

อ้างอิง: en.wikipedia.org / th.wikipedia.org / en.wikipedia.org/wiki/The Pentagon / เพจเสธน้ำเงิน / ลงทุนแมน



Advertising