สุขภาพและกีฬา

อันตรายถึงชีวิต!! หากเป็น ‘นิ่วในถุงน้ำดี’ โดยไม่รู้ตัว

Published 9 ก.ย. 2019

By P.Chan

อันตรายถึงชีวิต!! หากเป็น ‘นิ่วในถุงน้ำดี’ โดยไม่รู้ตัว

หากคุณเคยมีอาการเหล่านี้…ท้องอืด แน่นท้อง อาหารไม่ย่อยหลังทานอาหารไขมันสูง เป็นๆ หายๆ เรื้อรัง ปวดใต้ลิ้นปี่-ชายโครงด้านขวา ปวดร้าวที่ไหล่-หลังขวา คลื่นไส้อาเจียน มีไข้หนาวสั่น ดีซ่าน/ตัว-ตาเหลือง ปัสสาวะมีสีเข้ม หรืออุจจาระมีสีออกขาว ละก็…นั่นแปลว่า คุณกำลังเสี่ยงต่อการเป็นโรค ‘นิ่วในถุงน้ำดี’ ซึ่งโรคนี้มีอันตรายต่อชีวิตมากกว่าที่คุณคิด

โรคนิ่วในถุงน้ำดีคืออะไร

นิ่วในถุงน้ำดี เป็นโรคระบบทางเดินอาหารที่อาจเกิดขึ้นกับใครก็ได้ แถมยังมีอันตรายถึงชีวิตด้วย หากผู้ที่เป็นไม่รีบรักษา ส่วนใหญ่แล้วโรคนี้มักพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย พบได้ตั้งแต่อายุ 30-50 ปี ประเด็นสำคัญของโรคนี้ก็คือ ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดว่าตัวเองเป็นโรคกระเพาะอาหาร จึงมักซื้อหายามาทานเอง แล้วปล่อยไว้กระทั่งอาการรุนแรงขึ้นจึงมารับการรักษากับแพทย์ ดังนั้น การรู้เท่าทันโรคนิ่วในถุงน้ำดีจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม

หน้าที่สำคัญของถุงน้ำดี

ก่อนอื่นเรามารู้จักหน้าที่สำคัญของถุงน้ำดีกันก่อน ‘ถุงน้ำดี’ (Gallbladder) คืออวัยวะบริเวณช่องท้องของเราที่ทำหน้าที่ในการกักเก็บน้ำดี ทำให้น้ำดีเข้มข้นเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการย่อยไขมันที่เราทานเข้าไป 

สาเหตุของโรคนิ่วในถุงน้ำดี

นิ่วในถุงน้ำดี (Gall Stone) เป็นโรคในระบบทางเดินน้ำดีที่พบได้บ่อยที่สุด เกิดจากการตกตะกอนของหินปูนหรือคอเลสเตอรอลในน้ำดี จึงทำให้เกิดนิ่ว โดยลักษณะของนิ่วมี 3 ประเภทด้วยกัน

  1. นิ่วจากคอเลสเตอรอล (Cholesterol Stones) อาจมี สีเหลือง สีขาว หรือสีเขียว เกิดจากการตกตะกอนไขมัน เนื่องจากคอเลสเตอรอลเพิ่มมากขึ้นในถุงน้ำดี 
  2. นิ่วจากเม็ดสี (Pigment Stones) อาจมีสีคล้ำดำ เกิดจากความผิดปกติของเลือด โลหิตจาง หรือตับแข็ง 
  3. นิ่วโคลน (Mixed Gallstones) มีลักษณะคล้ายกับโคลน เหนียว หนืด เกิดจากการติดเชื้อใกล้ตับ ท่อน้ำดี และตับอ่อน

นิ่วในถุงน้ำดี,Rabbit Today

อาการบ่งชี้ของโรค

โรคนิ่วในถุงน้ำดี บางครั้งอาจไม่แสดงอาการใดๆ หรืออาจมีแค่บางอาการ แต่ไม่ครบทุกอาการดังต่อไปนี้ 

  • ท้องอืด
  • แน่นท้อง อาหารไม่ย่อยหลังทานอาหารไขมันสูง เป็นๆ หายๆ เรื้อรัง
  • ปวดใต้ลิ้นปี่ หรือชายโครงด้านขวา 
  • ปวดร้าวที่ไหล่ และหลังขวา 
  • คลื่นไส้อาเจียน (ถุงน้ำดีติดเชื้อ) 
  • มีไข้หนาวสั่น 
  • มีอาการดีซ่าน ตัว-ตาเหลือง (เมื่อก้อนนิ่วอุดในท่อน้ำดี)
  • ปัสสาวะมีสีเข้ม (เมื่อก้อนนิ่วอุดในท่อน้ำดี)
  • อุจจาระมีสีออกขาว (เมื่อก้อนนิ่วอุดในท่อน้ำดี)

ก้อนนิ่วที่ตกตะกอนเหล่านี้อาจมีขนาดเล็กเท่าเม็ดทรายหรือใหญ่เท่าลูกกอล์ฟก็ได้ ส่วนจำนวนนั้นมีได้ตั้งแต่หนึ่งก้อนไปจนถึงหลายร้อยก้อนเลยละ หากมีขนาดใหญ่อาจเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดมะเร็งถุงน้ำดีได้อีกด้วย

ใครบ้างที่เสี่ยงต่อโรคนี้

  • เพศหญิง วัย 40 ปีขึ้นไป 
  • ผู้สูงอายุ วัย 60 ปีขึ้นไป
  • อยู่ในภาวะอ้วน น้ำหนักมาก 
  • คอเลสเตอรอลสูง
  • โรคเบาหวาน 
  • โรคเลือด โลหิตจาง ธาลัสซีเมีย
  • ตั้งครรภ์หลายครั้ง
  • กินยาคุมกำเนิด
  • ทานฮอร์โมนจากภาวะหมดประจำเดือน
  • ผู้ที่อดอาหาร (ถือศีลอด) หรือลดน้ำหนักอย่างรวดเร็ว
  • ทานยาลดไขมันในเลือดบางชนิด
  • พันธุกรรม คนในครอบครัวมีประวัติเป็นนิ่ว

การตรวจวินิจฉัย

การตรวจที่ดีที่สุดคือ การไปพบแพทย์เฉพาะทางเพื่อทำการตรวจวินิจฉัยโดยการทำอัลตร้าซาวนด์ช่องท้องส่วนบน เพราะจะทำให้เห็นรายละเอียดของก้อนนิ่วในถุงน้ำดีได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

นิ่วในถุงน้ำดี,Rabbit Today

การรักษาทำอย่างไร

สำหรับการรักษาผู้ป่วยที่มีอาการจากนิ่วในถุงน้ำดี หากสามารถทำการผ่าตัดได้ แนะนำให้ผ่าตัดเพื่อเอาถุงน้ำดีออกทุกราย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อน ซึ่งมีทั้งการผ่าตัดแบบเปิดหน้าท้องที่มักใช้รักษาผู้ป่วยในกรณีที่มีการอักเสบมากและถุงน้ำดีแตกทะลุในช่องท้อง ซึ่งจำเป็นต้องพักฟื้นค่อนข้างนาน และการผ่าตัดผ่านกล้อง (Laparoscopic Surgery) ที่แพทย์จะเจาะรูขนาดเล็กบริเวณหน้าท้องด้วยเครื่องมือเฉพาะ จากนั้นใส่กล้องเข้าไปเพื่อให้เห็นภาพได้ชัดเจนทุกมิติ ก่อนจะตัดขั้วและเลาะถุงน้ำดีให้หลุดออก วิธีนี้นอกจากช่วยให้แพทย์สามารถมองเห็นอวัยวะภายในได้ชัดเจนแล้ว แผลผ่าตัดยังมีขนาดเล็ก เจ็บน้อย ลดโอกาสการติดเชื้อ ผู้ป่วยฟื้นตัวเร็ว ไม่ต้องพักฟื้นนาน ซึ่งควรผ่าตัดรักษาภายใน 72 ชั่วโมง และหลังจากผ่าตัดถุงน้ำดีออกไปแล้ว ผู้ป่วยไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับการย่อยอาหาร เพราะถุงน้ำดีเป็นเพียงที่เก็บพักน้ำดี แต่ควรลดของมัน เน้นทานผัก และปลามากขึ้น เพื่อจะได้ห่างไกลจากอาการท้องอืดและมีสุขภาพดียิ่งขึ้น

ทำไมโรคนี้ถึงพบมากในผู้หญิงวัย 40 ขึ้นไป

หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมนิ่วในถุงน้ำดีจึงพบมากในผู้หญิงวัย 40 ปีขึ้นไป นั่นก็เป็นเพราะฮอร์โมนเอสโตรเจนมีส่วนทำให้คอเลสเตอรอลในน้ำดีสูงขึ้น ถ้าหากมีไขมันในเลือดสูง ทานยาคุมกำเนิดหรือทานฮอร์โมนจากภาวะหมดประจำเดือน มีบุตรหลายคน เป็นโรคเบาหวาน โรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย เหล่านี้ล้วนแล้วแต่เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคนิ่วในถุงน้ำดีทั้งสิ้น หากสงสัยว่าจะเป็นโรคนี้ ควรรีบพบแพทย์เพื่อทำการตรวจอัลตร้าซาวนด์โดยด่วน

การป้องกันโรคนิ่วในถุงน้ำดี

สามารถทำได้โดยหันมาดูแลสุขภาพให้แข็งแรง เลี่ยงการกินของมัน ของทอด ของหวาน ระวังไขมันในเลือดสูง โรคเบาหวาน โรคอ้วน ที่สำคัญตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี และหมั่นสังเกตความผิดปกติของร่างกาย หากมีอาการผิดปกติในลักษณะที่ชวนสงสัย ให้รีบไปพบแพทย์ ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ เพราะอาจรุนแรงถึงขั้นถุงน้ำดีเน่า ถุงน้ำดีแตกจนเกิดการติดเชื้อในกระแสเลือด หรือเกิดมะเร็งถุงน้ำดีได้ในอนาคต

เมื่อรู้แบบนี้แล้วก็รีบตรวจเช็กร่างกายตัวเองให้ดีๆ นะ เราหวังว่าชาว Rabbit Today จะได้ความรู้และได้ประโยชน์จากบทความนี้กันพอสมควร จำไว้ว่า ร่างกายไม่ใช่เครื่องจักร เครื่องจักรยังมีวันเสียและต้องซ่อมเลย ฉะนั้น ดูแลตัวเองให้ดี ก็เพื่อสุขภาพที่ดีของตัวคุณเองนั่นแหละจร้า!!

ข้อมูล / ภาพ : โรงพยาบาลกรุงเทพ



Advertising