ธุรกิจและการเงิน

หลักธรรมชาติ

Published 12 มี.ค. 2019

By ประเสริฐ เอี่ยมรุ่งโรจน์ (แกะดำทำธุรกิจ)

ways-working-biz-buzz-Rabbit-today-banner

ตั้งแต่เริ่มทำงาน ผมมีหลักการในการทำงานที่คิดสวนทางกับคนทั่วไป

หลักการของผมมีอยู่ 4 ข้อ

1. ผมจะทำงานแบบเกิน 100% ไม่ใคร่จะใส่ใจว่าบริษัทจะขึ้นเงินเดือนผมเท่าไร ขออย่างเดียวอย่าขึ้นเงินเดือนแบบ ‘น่าเกลียด’ จนเกินไป ผมทำงานแบบเป็นบ้าเป็นหลัง โดยที่บางครั้งเงินเดือนไม่ได้เป็นผลสะท้อนของตัวเนื้องาน 

คำถาม คือผมทำงานอย่างนั้นเพื่ออะไร ผมขออนุญาตถามท่านผู้อ่านว่าเวลาเราทำงานแบบเกินกำลัง ทำแบบสุดความสามารถ ใครที่ได้ประโยชน์จากการทุ่มเทนั้นครับ ผมมีความเห็นว่าคนแรกที่ได้ประโยชน์คือตัวเราเอง สิ่งที่เราได้คือโอกาสในการเรียนรู้ โอกาสในการพัฒนาตัวเอง โอกาสในการตักตวงความรู้ใหม่ๆ ที่ได้จากการทำงาน และผมจะมีน้ำอดน้ำทนกับการทำงานแบบไม่ใส่ใจกับผลตอบแทนในช่วงระยะเวลาที่นานพอควร เพราะนี่คือ ‘มหาวิทยาลัยของชีวิตจริง’ ที่ผมสามารถ สร้างตัวเองจากไม่รู้เป็นพอรู้และรอบรู้ในที่สุด 

เมื่อมาถึงจุดที่ผมยืนอยู่ที่จุดรอบรู้แล้ว ถ้าองค์กรยังตอบแทนผมแบบขาด ขาดวิ่นวิ่น มาถึงตรงนี้ผมก็จะหาโอกาสใหม่ในชีวิต ไปหาหลักแหล่งที่อยู่ใหม่ที่ดูแลผมให้สมกับความรู้ความสามารถของตัวเองที่มีอยู่ ใน 20 ปีแรก หลักคิดนี้ทำให้ผมตักตวงสร้างโอกาสในการเรียนรู้และปีนภูเขามาหลายลูก 

สิ่งที่ผมได้ ถ้าจะสรุปเป็นคำๆ เดียว คือ Wealth of knowledge ที่มีคุณค่ามหาศาล และผมว่ามันคุ้มค่ามากกว่าการวิ่งตามหาเงินเดือนเสียอีก ผมต้องบอกว่าหลักคิดนี้เปรียบเสมือนเส้นผมบังภูเขา ถ้าเราใช้หลักคิดนี้ในการสร้างตัวเอง มันจะทำให้เรากลายเป็นจรวดที่สามารถเดินทางสู่อนาคตโดยมี ‘ความรู้และความสามารถ’ ที่เป็นเชื้อเพลิงอยู่เต็มถัง 

2. วิธีในการเลือกที่ทำงาน ผมเลือกที่ที่ให้ผมมีโอกาสแสดงฝีมือ เป็นที่ที่ผมสามารถเปล่งแสงได้เต็มที่ นี่เป็นเหตุผลที่ผมเลือกที่จะไปอยู่องค์กรเล็กๆ ที่กำลังก่อร่างสร้างตัว เพราะองค์กรอย่างนี้จะยินดีที่ให้ผมทำงานแบบมีความเป็นอิสระ เพราะตัวองค์กรมีความทะเยอทะยานที่ต้องการเลื่อนชั้น

หลักธรรมชาติ,ธุรกิจและการงาน,Rabbit Today

ดังนั้น วิธีการบริหารขององค์กรเหล่านี้จะเป็นวิธีที่ผิดปกติ ในทางตรงกันข้ามถ้าผมไปอยู่องค์กรใหญ่ทุกอย่างมันลงตัวหมดแล้ว องค์กรเหล่านั้นจึงขับเคลื่อนด้วยระบบมากกว่าที่จะให้พนักงานปล่อยความสามารถส่วนตัว คำว่า ‘ระบบ’ คือการมีกรอบของการทำงานที่รัดกุม ดังนั้น โอกาสที่จะปล่อยฝีมือจะไม่มากเมื่อเปรียบเทียบกับองค์กรประเภท ‘เล็กพริกขี้หนู’ 

3. ตอนที่ผมเป็นพนักงานในระดับล่าง ผมมักจะมีความพิศวงงงงวยกับวิธีการมอบหมายงานของพวกลูกพี่ทั้งหลาย งานที่ผมได้รับการมอบหมายจะเป็นในลักษณะนี้ คือให้ผมเดินจากบ้านไปที่หน้าปากซอย แล้วเดินเข้าไปที่ร้าน 7-11 เดินไปที่ชั้นวางของแถวที่สาม แล้วหยิบสินค้ายี่ห้อ x พอซื้อได้แล้วขากลับให้ผมขี่จักรยานกลับมาที่บ้าน 

ที่ผมเล่ามาคือการเปรียบเปรย นี่เป็นตัวอย่างของลูกพี่ที่ตีกรอบความคิดของลูกน้อง การเป็นลูกพี่ที่มีคุณภาพคือกำหนดเฉพาะเป้าหมายว่าต้องการอะไร แล้วให้ทีมงานมีอิสระในการทำงาน ถ้าเป้าหมายคือสินค้า x ทีมงานจะใช้วิธีเดิน ขี่จักรยาน หรือขับรถไป ก็ต้องแล้วแต่เขา ไม่ต้องสั่งงานแบบกำหนดวิธีการทำงานลงไปด้วย เพราะคนทำงานคือตัวลูกน้องไม่ใช่ตัวลูกพี่ มอบเป้าหมาย ให้อิสระ แล้ววัดกันที่ผลลัพธ์ จะทำอย่างนี้ได้ ลูกน้องกับลูกพี่ต้องเป็นมนุษย์พันธุ์เดียวกัน ในช่วงหลังของชีวิตผม ผมถึงให้ความสำคัญกับการคัดเลือกทีมงาน เลือกคนที่ใช่ แล้วให้อิสระเขาเต็มที่ 

4. ในช่วงปลายปีตอนผมยังเป็นมนุษย์เงินเดือน ผมจะมีความอึดอัด เพราะเป็นช่วงประเมินผลงาน และผมยังจำได้ว่าการประเมินผลงานมีรูปแบบอย่างไร ลูกพี่เริ่มต้นเล่าเรื่องว่าผมมีจุดแข็งอย่างไร พอปูพื้นมาได้ที่แล้ว ลูกพี่จะวกเข้าเรื่องว่าอะไรคือมุมมืดของผม อะไรเป็นจุดอ่อนที่ผมต้องปรับปรุง 

ผมไม่เห็นด้วยกับวิธีการอย่างนี้ นี่เป็นการประเมินผลงานโดยใช้ Standard template ว่าพนักงานต้องมีคุณสมบัติอย่างไร ถ้าทำอย่างนี้พนักงานทุกคนจะมีคุณสมบัติเหมือนกันหมด ตอนที่ผมได้ฟังความเห็นของตัวลูกพี่ ผมนึกอยู่ในใจว่าพวกลูกพี่ไม่ค่อยจะยุติธรรมเลย ถ้าคุณได้จุดแข็งของผมไป คุณต้องยินดีรับจุดอ่อนของผมด้วย ประเด็นของเรื่องนี้คือ ‘จุดอ่อนของคนเราไม่สามารถปรับปรุงได้"


AUTHOR :

ประเสริฐ เอี่ยมรุ่งโรจน์ (แกะดำทำธุรกิจ)
ประเสริฐ เอี่ยมรุ่งโรจน์ (แกะดำทำธุรกิจ)
เขาเป็นนักยุทธศาสตร์ทางธุรกิจที่ ‘คิดสวนทาง’ หลงใหลเรื่องนวัตกรรมกับเรื่อง disruption เขาใช้วิธีคิดนี้เป็นเครื่องมือสร้าง business transformation ให้องค์กรธุรกิจ ทำให้เกิดโมเดลพลิกองค์กรเป็น disruptor ที่เปล่งแสงแล้วเติบโตแบบก้าวกระโดด เขาเป็นเจ้าของเพจแกะดำทำธุรกิจ ติดตามบทความพลิกมุมคิดของเขาได้ในคอลัมน์ธุรกิจและการเงิน

Advertising