Published 5 ก.พ. 2019

By ประเสริฐ เอี่ยมรุ่งโรจน์ (แกะดำทำธุรกิจ)

Solutions-biz-buzz-Rabbit-Today-banner

ผมเขียนบทความนี้ในวันที่ 30 ธันวาคม 2018 วันที่กำลังข้ามปีเลยนึกถึงเหตุการณ์หนึ่งที่มีประเด็นที่น่าสนใจ ผมไปเที่ยวฝรั่งเศสในปี 2013 อยู่ที่เมืองปารีสหลายวัน แต่ในช่วงวันที่ 3 นั้น ก็ได้เกิดพายุหิมะตกหนักทั้งประเทศ 

ด้วยความไม่คุ้นเคยกับภัยธรรมชาติแบบนี้ คืนนั้นผมกับภรรยาออกไปทานอาหารนอกโรงแรม ผมเลือกร้านอาหารชื่อ Le Coq Rico เป็นร้านอาหารเล็กๆ มีเมนูที่มีชื่อเสียงคือเมนูไก่และเมนูไข่ ร้านนี้ตั้งอยู่บนถนนที่เป็นทางลาดขึ้นตลอดตอนขาไปนั่งรถแท็กซี่ก็ไม่ได้คิดอะไร ผมและภรรยาไปถึงที่ร้านเป็นคนกลุ่มแรก เราสั่งอาหารมารับประทานทันที กินไปคุยกันไป พวกเราก็ไม่ได้สังเกตเห็นความผิดปกติที่เกิดขึ้นนอกร้าน

หิมะเริ่มตกหนักมากขึ้น จากตกปรอยๆ มาเป็นตกไม่ลืมหูลืมตา และลูกค้าที่เดินเข้ามาในร้านทุกคนมีหิมะเกาะเต็มตัว ผมกับภรรยานั่งโต๊ะอาหารที่ติดกับหน้าต่างของร้าน พออาหารจานหลักมาเสิร์ฟพวกเราก็กินอาหารแล้วคุยกันด้วยความเจริญอาหาร

ระหว่างนั้นผมมองไปนอกร้านเห็นรถคันหนึ่งที่อยู่บนถนนแล้วขยับเขยื้อนไม่ได้ เพราะล้อตกไปในหล่มของหิมะ ทำให้ล้อหมุนฟรีอยู่ในหล่มของหิมะ แม้คนขับพยายามเร่งเครื่องเพื่อดึงล้อหลุดจากหล่ม ก็ทำไม่ได้ ลูกค้าและพนักงานของร้านเห็นเหตุการณ์นี้ทุกคน ผมยังนึกอยู่ในใจว่าถ้าไม่มีใครออกไปช่วย เจ้าของรถคันนี้คงลำบากแน่ 

ภายในเวลาอันสั้น พนักงานของร้าน 3 คนตัดสินใจออกไปช่วย พวกเขาคว้าเสื้อกันหนาวแล้วไปช่วยเข็นรถให้หลุดออกจากหล่ม ผมไม่เคยมีประสบการณ์อย่างนี้ แต่จากภาพที่มองเห็นการเข็นรถให้หลุดจากหล่มหิมะไม่ใช่ทำง่ายๆ ต้องออกแรงมาก แล้วใช้เวลาพอสมควร 

ในขณะเดียวกันอากาศนอกร้านคงจะหนาวน่าดู อุณหภูมิตอนนั้นน่าจะประมาณ 4-5 องศาเซลเซียส ทั้งสามคนเข็นรถเสร็จก็เดินเข้าร้าน ลูกค้าทุกคนก็มองคนทั้งสามด้วยความชื่นชมที่พวกเขาได้ทำสิ่งดีๆ ช่วยคนที่พวกเขาไม่รู้จักกันมาก่อน ยังครับเรื่องยังไม่จบ ถนนหน้าร้านมีรถผ่านไปมาตลอดเวลา มีรถตกหล่มคันแรก มันก็มีคันที่สองและคันต่อๆ มา และทุกครั้งที่มีรถตกหิมะ พนักงานทั้งสามก็เป็นอาสาสมัครไปช่วยคนที่เขาไม่เคยรู้จักมาก่อน 

มาถึงตรงนี้ผมกับภรรยาเริ่มคุยกันว่า นี่เป็นเรื่องที่ผิดปกติมาก ก่อนอื่นต้องเล่าว่าลูกค้าในร้านตอนนั้นก็มากพอสมควร คนทั้งสามต้องทำมาหากิน และที่สำคัญหนึ่งในสามคนเป็นพ่อครัว เขาอยู่ในครัวมีหน้าที่ในการทำอาหาร ไม่ได้เห็นเหตุการณ์เลย แต่ยินดีออกจากครัวไปช่วยคน ทั้งสามคนเสียสละความสุขส่วนตัว ประโยชน์ส่วนตน ออกไปเข็นรถช่วยเพื่อนมนุษย์ท่ามกลางความหนาวเหน็บ ทุกคนยอมทิ้งงานของตัวเองชั่วคราว ด้วยความคิดว่าถ้าไม่ทำอย่างนั้นเจ้าของรถจะลำบาก ไม่ได้ทำครั้งเดียว พวกเขาออกไปทุกครั้งที่มีรถติดหล่ม เท่าที่ผมนั่งนับมีรถตกหล่มทั้งหมด 3 คัน 

มาถึงตรงนี้ทำให้ผมและภรรยาเริ่มคุยกันว่า เหตุการณ์นี้เป็นตัวอย่างเปรียบเทียบที่ดีมากกับสถานการณ์ในบ้านเมืองของเราในปี 2013 คนไทยทุกคนนั่งในบ้านของตัวเอง แล้วมองออกไปที่หน้าต่างบ้านของตัวเอง มองเห็นรถโดยสารขนาดใหญ่คันหนึ่งขับผ่านหน้าบ้านพวกเรา แล้วโชคร้ายตกหล่มอยู่ที่หน้าบ้านของเรา 

พวกเรามีทางเลือกอยู่ 2 ทางเลือก หนึ่งนั่งเฉยๆ รอให้มี Superman มาเข็นรถโดยสารให้หลุดจากหล่ม หรือพวกเราแต่ละคนจะเสียสละความสุขส่วนตัว เดินออกมานอกบ้านเข็นรถคันนี้ให้หลุดจากหล่ม อะไรคือความสุขส่วนตัวที่เราต้องเสียสละ ความสุขคือพวกเรานั่งอยู่ในบ้านที่มีแอร์เย็นๆ พวกเรานั่งรับประทานอาหารอร่อยๆ พวกเรากำลังนั่งดูรายการทีวีที่เราชื่นชอบ รถโดยสารคันนี้ชื่อว่า ‘ประเทศไทย’ ติดหล่มที่หน้าบ้านของเรามาเกือบ 20 ปีแล้วครับ 

อาจจะมีคำถามว่าแล้วเราที่เป็นประชาชนคนเล็กๆ คนหนึ่งออกไปเข็นรถโดยสารคันเบ้อเริ่ม มันจะช่วยได้หรือ ถ้าตั้งคำถามอย่างนี้ทุกอย่างก็จบ เพราะแต่ละคนจะนั่งเฉยๆ แล้วไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ถ้าเราเปลี่ยนคำถามเป็นว่า การออกไปช่วยเข็นรถเพื่ออะไร มันจะนำไปสู่พฤติกรรมอีกอย่างหนึ่ง สำเร็จหรือไม่ ไม่ใช่ประเด็น 

ประเด็นคือทำไปเพื่ออะไร พวกเราได้ดีมีตัวตน มีความสุขสบาย เพราะแผ่นดินนี้ให้โอกาสกับเรา เมื่อรถคันนี้ติดหล่ม มันถึงเวลาที่พวกเราควรตอบแทนคุณแผ่นดินแม่ ตอบแทนคุณบ้านเกิดเมืองนอนที่ให้พวกเรามีโอกาสดีๆ ในชีวิต และในวันนี้ที่พวกเราจะเริ่มต้นชีวิตในปี 2019 รถคันนี้ที่ชื่อ ‘ประเทศไทย’ ก็ยังติดขัดในหล่มไม่มากก็น้อย สมควรที่พวกเราควรจะออกแรงร่วมกันเข็นรถคันนี้ให้หลุดจากหล่มอย่างเด็ดขาด ทำให้รถคันนี้สามารถวิ่งบนถนน Super-highway เพื่อสร้างความเจริญก้าวหน้าของประเทศ มีแรงออกแรง มีความคิดออกไอเดีย ช่วยกันลงแขกทำให้ประเทศนี้กลับมามีความแข็งแรงทางด้านสังคม เศรษฐกิจ และความเป็นอยู่ของประชาชนที่ดีขึ้นกว่าเดิม 

ผมขอจบเรื่องนี้ว่า อากาศคืนนั้นที่ร้าน Le Coq Rico ร้ายแรงขนาดไหน พอรับประทานอาหารเสร็จ ผมให้ทางร้านเรียกแท็กซี่ ทางร้านบอกว่าหิมะตกหนักมาก เขาคิดว่าไม่มีรถแท็กซี่คันไหนยินดีมารับผมที่ร้าน สุดท้ายเจ้าหน้าที่ของร้านติดต่อโรงแรมที่ผมพัก แล้วให้ทางโรงแรมส่งรถของโรงแรมมารับผม โดยผมต้องนั่งรอราวชั่วโมงเศษ เพราะรถเดินทางได้ช้ามากในภาวะหิมะตกหนัก 

เมื่อรถมาถึง ผมกับภรรยาต้องเดินลงไปที่ถนนหลักที่อยู่ด้านล่าง เจ้าหน้าที่ของร้านคนหนึ่งอาสาเดินพาผมกับภรรยาไปส่งที่ถนนหลัก ใช้เวลาเดินเกือบ 15 นาที ซึ่งเป็นการเดินที่ยากมาก เพราะต้องใช้เท้าเดินจิกพื้นถนนเพื่อไม่ให้ลื่นล้ม ขากลับถึงรู้ว่าความร้ายแรงของพายุหิมะเป็นอย่างไร ทุกถนนในเมืองปารีสมีรถเพียงไม่กี่คัน วันรุ่งขึ้นอ่านข่าวในหนังสือพิมพ์ถึงทราบว่า สนามบินหลายแห่งทั่วยุโรปปิดการให้บริการ และมีคนฝรั่งเศสหลายพันคนที่ต้องนอนในรถ เพราะหิมะเป็นอุปสรรคในการเดินทาง 

ผมขอฝากข้อคิดที่ผู้อ่านที่กำลังเดินทางเข้าไปในปี 2019 สั้นๆ ว่า “จะทำสำเร็จหรือไม่ ไม่ใช่ประเด็น ประเด็นคือมีโอกาสทำเพื่อตอบแทนคุณแผ่นดินเกิด”



Advertising