ธุรกิจและการเงิน

ทำไม MK ต้องซื้อ แหลมเจริญซีฟู้ด?

Published 12 ก.ย. 2019

By Rabbit Today

ทำไม MK ต้องซื้อ แหลมเจริญซีฟู้ด?

สงสัยอีกไม่นาน เราคงได้เห็นพนักงานในร้านอาหารซีฟู้ดอย่าง ‘แหลมเจริญซีฟู้ด’ ออกมาโชว์สเต๊ปช่วงเที่ยงๆ กันแน่เลย

เพราะตอนนี้แบรนด์ร้านอาหารทะเลชื่อดังรายนี้ เขาขายหุ้นราว 65% ของบริษัท แหลมเจริญ ซีฟู้ด จำกัด ไปให้กับบริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป หรือ ‘MK สุกี้’ เสียแล้ว

ว่ากันว่าดีลนี้ เป็นอีกเวย์สำคัญของ ฤทธิ์ ธีระโกเมน ประธานกรรมการบริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด ที่จะนำมาประกอบร่างสร้าง ‘ผลกำไร’ ให้เป็นไปในทิศที่ควรจะเป็นแก่บริษัท หลังจากเสน่ห์ของสุกี้ดูจะเริ่มจืดจางลงทุกปีๆ

หากย้อนมองผลประกอบการย้อนหลังของ MK จะพบว่า รายได้และกำไรของกลุ่มเอ็มเค จากธุรกิจในเครือทั้งหมด ยังคงสร้างรายได้เติบโตอย่างต่อเนื่อง

  • ปี 2016 รายได้ 15,498 ล้านบาท กำไร 2,099 ล้านบาท
  • ปี 2017 รายได้ 16,457 ล้านบาท กำไร 2,425 ล้านบาท
  • ปี 2018 รายได้ 17,234 ล้านบาท กำไร 2,574 ล้านบาท

แต่ที่น่าแปลกใจ คือ หากมองเฉพาะตัวเลขของ MK ซึ่งยังถือเป็นตัวธุรกิจหลักของบริษัทนั้นกลับพบว่า…

  • ปี 2016 สัดส่วนรายได้ของธุรกิจสุกี้ต่อรายได้รวม = 78%
  • ปี 2017 = 77%
  • และ ปี 2018 = 76%

ทั้งๆ ที่รายได้บริษัทเพิ่มขึ้น แต่ทำไมรายได้สุกี้กลับลดลง หรือจะแสดงให้เห็นว่า ธุรกิจสุกี้ไม่ได้เซ็กซี่เหมือนก่อนอีกต่อไป

ปัจจุบันธุรกิจในเครือเอ็มเค ประกอบไปด้วย

  • ร้านสุกี้ในแบรนด์ MK, MK Gold และ MK Live มีสาขาทั้งหมด 452 สาขา
  • ร้านอาหารญี่ปุ่นในแบรนด์ Yayoi, Miyazaki และ Hakata มีสาขาทั้งหมด 218 สาขา
  • และร้านอาหารอื่นๆ เช่น ธุรกิจร้านอาหารไทย ร้านกาแฟ ขนมหวาน และร้านอาหารพร้อมรับประทาน มีสาขาทั้งหมด 14 สาขา

ปัจจุบันรายได้จากธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่น และธุรกิจร้านอาหารอื่นๆ ดูจะมีบทบาทต่อการเติบโตของกลุ่มเอ็มเค แถมในช่วงที่ผ่านมา MK ยังมีการขยายธุรกิจใหม่ๆ มากขึ้น เช่น… 

ธุรกิจข้าวกล่องภายใต้แบรนด์ Bizzy Box ผลิตและจำหน่ายอาหารกล่อง ของทานเล่น ขนมหวาน/ ธุรกิจกาแฟและเบเกอรี่ภายใต้แบรนด์ Le Petit ผลิตและจำหน่ายของทานเล่น กาแฟ เบเกอรี่ และธุรกิจขนมหวานภายใต้แบรนด์ MK Harvest ผลิตและจำหน่ายขนมหวาน ไอศกรีม

MK จะได้อะไรจากดีลนี้?

การเติบโตของธุรกิจเหล่านี้ ทำให้สัดส่วนรายได้ของกลุ่มเอ็มเคสวนทางกับสัดส่วนรายได้ของธุรกิจสุกี้ที่ลดลง

ฉะนั้นหากมองหากมองในมุมของ MK ที่ซื้อแหลมเจริญซีฟู้ดไปนั้น จะอยู่ภายใต้เงื่อนไขใหญ่ๆ 2 เรื่อง

1. การขยายตัวแบบธุรกิจอาหารเครือใหญ่ เหมือนกับกลุ่มบริษัทไมเนอร์ ไทยเบฟ หรือแม้แต่ซีพี ที่ต่างก็มุ่งเน้นไปในทางเดียวกัน เพื่อลดความเสี่ยงทางธุรกิจ เช่น การเข้ามาแย่งชิงสัดส่วนตลาดของ ธุรกิจชาบู ที่ว่ากันตรงๆ ก็เหมือนกับเป็นการคร่อมกับตลาดสุกี้ แม้จะยังไม่ใช่ตลาดที่ใหญ่ที่สุดในตลาด ‘ต้มลวก’ แต่ปัจจุบันผู้ประกอบการที่เปิดร้านแนวนี้ เพิ่มมากขึ้น ขยายตัวมีสาขามากขึ้น เช่น ชาบูนางใน ชาบูเพนกวิน และอื่นๆ อีกหลายเจ้า

เพราะตลาดนี้ได้รับการตอบรับดีมาก จากราคาที่วางเป็น ‘บุฟเฟ่ต์โมเดล’ กินง่าย จ่ายคล่อง และทดแทนกันได้สบายๆ จนหลังๆ MK เองยังต้องมีเมนู น้ำซุปใหม่ และรูปแบบบุฟเฟ่ต์มาแข่งด้วยเป็นระยะๆ

ขณะเดียวกันยังเป็นขยายฐานลูกค้าใหม่ และการเก็บข้อมูลลูกค้าเพื่อนำไปต่อยอดในการทำลอยัลตี้โปรแกรมต่อไปในอนาคตได้อีกด้วย

2. ชื่อของ แหลมเจริญซีฟู้ด เป็นแบรนด์ซึ่งเป็นที่รู้จักอยู่แล้ว ก็คงไม่ยากในการปั้นต่อ แถมภาพลักษณ์ของร้านอาหารก็ไปในทิศทางของ MK อยู่แล้ว นั่นคือจับกลุ่มเป้าหมายครอบครัว และเป็นประเภทอาหารที่อยู่ในวังวน 3 มื้อของผู้บริโภคนั่นเอง

แหลมเจริญฯ หวังไปต่อแบบติดปีก?

ในด้านของแหลมเจริญซีฟู้ด ถูกมองจากบรรดานักวิเคราะห์หุ้นว่า หากต้องการขยายสาขาให้มากกว่าเดิม ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ 25 สาขาแล้วนั้น จำเป็นจะต้องมีทุนที่ไม่กระทบต่อผลกำไรของตนเอง

เพราะธุรกิจแนวร้านอาหารทะเลนั้น มีค่าใช้จ่ายจากตัวอาหารสดค่อนข้างสูง แถมถ้าต้องขยายสาขาที่กว้าง ก็เป็นเรื่องเหนื่อย แต่มุมนี้คงไม่ใช่เรื่องยากในการจัดการหากอยู่ในมือ MK 

นั่นก็เพราะ MK เอง ก็มีธุรกิจขนส่ง (โลจิสติกส์) เป็นของตัวเอง หลังจากที่ก่อนหน้านี้ไปจับมือกับ ‘เซนโค กรุ๊ป โฮลดิ้งส์’ ยักษ์โลจิสติกส์อันดับ 2 ของญี่ปุ่น และจัดตั้งเป็นบริษัทร่วมทุน ‘เอ็ม-เซนโค โลจิสติกส์’ ซึ่งบริษัทนี้ไม่ได้เป็นการให้บริการฟู้ดดีลิเวอรี่เพื่อส่งถึงผู้บริโภค แต่เป็นระบบโลจิสติกส์แบบบีทูบี (B2B) แบบครบวงจร ตั้งแต่การให้บริการคลังสินค้า, การขนส่ง, บริการนำเข้า-ส่งออกสินค้า

ตรงนี้จึงตัดปัญหาเรื่องการขยายตัวของแหลมเจริญซีฟู้ดได้ไม่ยาก เพราะ MK สามารถนำเอาความเชี่ยวชาญในเรื่องโลจิสติกส์ขนส่งอาหารสดจากครัวกลางไปสู่ครัวในร้าน รวมทั้งการขยายสาขา มาช่วยให้แหลมเจริญ สามารถเสิร์ฟอาหารทะเลสดใหม่ไปสู่ผู้บริโภคไปยังจังหวัดอื่นๆ ได้มากขึ้น

นอกจากนี้ อย่าลืมว่าระบบการบริหารจัดการคนของ MK ก็เป็นที่ยอมรับว่าทำได้ดี ตัวพนักงานให้ความสำคัญกับการบริการได้อย่างพึงพอใจ มีการสร้างสีสันให้กับคนที่เข้ามาในร้านได้ตลอด เช่น เต้นทุกๆ เที่ยง ก็ทำ หรือการให้บริการที่เห็นลูกค้าเป็นใหญ่เสมอ และนั่นอาจจะได้เห็นในแหลมเจริญซีฟู้ดด้วยหรือไม่ ต้องดูอีกที

สำหรับดีล MK ซื้อแหลมเจริญซีฟู้ดในครั้งนี้มีมูลค่า 2,060 ล้านบาท คาดการณ์ว่าเป็นการซื้อโดยใช้เงินสดของ MK ที่มีอยู่ราว 9,700 ล้านบาท

สรุป

เมื่อรายได้ของธุรกิจหลักที่เคยแข็งแรงมากๆ เริ่มลดลง ก็ต้องมองโอกาสจากธุรกิจใหม่ที่มาเติมเต็มความแข็งแรงได้โดยทันที เพราะต้นทุนของบริษัทมันต้องจ่ายทุกวัน 

แต่ถ้าจะเริ่มธุรกิจใหม่แบบค่อยๆ ไป ก็ช้าเกิน ฉะนั้นเมื่อปั้นเองแล้วโตช้า ซื้อแล้วมาบริหารคงดีกว่าเป็นไหนๆ

สำหรับดีลนี้ MK จะนำความรู้ของตนมาพัฒนาต่อยอดให้แหลมเจริญฯ ไปในทิศทางไหนและจะมีส่วนช่วยขยายโอกาสทางธุรกิจได้เพียงใด เป็นเรื่องที่น่าติดตามจริงๆ…

อ้างอิง: www.set.or.th / รายงานประจำปี 2561 MK



Advertising