ธุรกิจและการเงิน

เปิดการ์ดแก้หนี้ฉบับรวบรัด

Published 10 ก.ย. 2019

By Rabbit Today

เปิดการ์ดแก้หนี้ฉบับรวบรัด

เป็นหนี้ต้องชดใช้ แต่ไม่มีจ่ายจะให้ทำไง?

เรื่องหนี้กับคนไทยเรียกว่าเป็นปัญหาระดับชาติที่แก้ยากจริงๆ และถ้าใครไม่มีหนี้ นี่ถือว่าโชค…คคค…ดีที่สุดละ 

แต่ใครมีหนี้มันก็ไม่ได้ผิดอะไรนัก…

เพราะในสภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ ต่อให้ประหยัดหรืออดออมแค่ไหน บางทีมันก็มีเวย์ให้ชีวิตเข้าไปติดหนี้เอาได้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ไม่ว่าจะหนี้รถ หนี้บ้าน หนี้บัตรเครดิต หนี้ค่าใช้จ่ายในบ้าน ค่าเทอมลูก หรือแม้แต่สารพันของผ่อนต่างๆ ที่แม้จะเล็กๆ น้อยๆ ก็ตาม

แล้วตอนนี้คนไทยเป็นหนี้กันขนาดไหน?

ตัวเลขคนเป็นหนี้ตามรายงานของคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สภาพัฒน์ และธนาคารแห่งประเทศไทย ชี้ตรงกันว่า ในไตรมาสนี้หนี้ครัวเรือนของไทยพุ่งขึ้นมาอยู่ที่ 12.97 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.3% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน หรือคิดเป็นสัดส่วน 78.7% ของ GDP ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงสุดในรอบ 9 ไตรมาส 

ทีนี้ถ้าเอาตัวเลขหนี้นี้มาหารคนไทยทั้งประเทศราว 66.4 ล้านคน รู้ไหมว่าเฉลี่ยต่อหัวจะอยู่ที่เท่าไร

‘195,000 บาท’ นี่คือตัวเลขกลมๆ ของหนี้ต่อหัวจ้า

เทพขนาดขึ้นแท่นเป็นอันดับ 2 ของเอเชีย รองจากเกาหลีใต้ และเป็นอันดับ 11 ของโลก 

คนไทยเป็นหนี้จากอะไร?

ทุกวันนี้คนไทยติดกับดัก หนี้สินเชื่อส่วนบุคคล ทั้งหนี้บัตรเครดิต และรถยนต์ มีแนวโน้มเพิ่มต่อเนื่อง ส่วนแนวโน้มครึ่งปีหลัง คาดว่าสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยจะชะลอตัวลง จากความเข้มงวดของสถาบันการเงินในการปล่อยกู้มากขึ้น

ปัญหาหนี้ครัวเรือนไทยที่อยู่ในระดับสูงเป็นสิ่งที่น่ากังวลมาก เพราะหนี้ที่สูงสะท้อนถึงความเปราะบางและการขาดภูมิคุ้มกันของภาคครัวเรือน แถมยังมีผลต่อไอ้เรื่องกำลังซื้อที่มีผลต่อเศรษฐกิจไทยอีกด้วย

กลุ่มไหนเป็นหนี้มากที่สุด?

สัดส่วนคนที่เป็นหนี้มากที่สุดคือ กลุ่มคนวัยทำงาน ช่วงอายุ 25-35 ปี ซึ่งเป็นหนี้จากสินเชื่ออุปโภคบริโภค และหนี้บัตรเครดิต และมีถึง 1 ใน 5 ที่เป็นหนี้เสียกระจุกตัว โดยเฉพาะหนี้ส่วนบุคคลที่กู้ได้ง่าย

ในขณะที่ปริมาณหนี้ต่อหัวก็เพิ่มสูงขึ้น และสูงขึ้นตลอดการทำงาน นั่นแปลว่ายิ่งทำงาน ยิ่งมีรายได้เพิ่ม ก็ยิ่งสร้างหนี้เพิ่มขึ้น แม้เข้าสู่วัยเกษียณระหนี้ก็ไม่ได้ลดลง

แหล่งกู้หนี้ยอดฮิต?

หากแยกย่อยลงไปตามแหล่งที่มาของเงิน จะพบว่า

  • คนไทยกู้ยืมจากธนาคารพาณิชย์มากที่สุดถึง 43% 
  • รองมาเป็นสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ หรือแบงก์รัฐ 28% 
  • กู้จากสหกรณ์ออมทรัพย์ 16%  
  • และจาก Non-Bank 10% 
  • ส่วนที่เหลือมาจากแหล่งอื่นๆ 3% (อาจจะเป็นหนี้นอกระบบ)

เป็นหนี้ก็ต้องจ่าย แต่ถ้ามันไม่มีจะให้ทำยังไง?

1. ชักดาบมันซะเลย (ฮาๆๆ)

นี่ไม่ได้พูดเอาฮานะ แต่ถ้าเป็นหนี้ในระบบ แนะนำให้ หยุดชำระ (ชั่วคราว)

เพราะถ้าเป็นหนี้ในระบบ หากหยุดชำระจะมีกระบวนการชัดเจน แต่ถ้าเป็นหนี้นอกระบบ จะมีกระบวนการวุ่นวาย เพราะคนปล่อยหนี้นอกระบบจะหนีไม่พ้น เพื่อนสนิทเราเอง กับ ผู้มีอิทธิพล กลุ่มแรกน่ะไม่เท่าไร แค่เสียเพื่อน แต่กลุ่มหลังเราอาจเดือดร้อนจากผู้มีอิทธิพล (อย่าทะลึ่งไปเป็นหนี้นอกระบบเด็ดขาด)

การเป็นหนี้ในระบบ ถึงเราจะล้มแต่ก็ล้มแบบเป็นขั้นเป็นตอน (ไม่ถูกฆ่าตัดตอนหรอก)

แต่ที่บอกว่าให้ชักดาบ หมายถึงการหยุดจ่ายนะจ๊ะ เพราะเป็นหนี้ ยังไงก็ต้องใช้หนี้ (ใช้ได้กับหนี้ทุกประเภททั้งบัตรเครดิตและหนี้เงินผ่อนสินทรัพย์ขนาดใหญ่)

การหยุดจ่ายที่ว่า คือการหยุดเพื่อหันมามองตัวเองว่าตอนนี้ หรือหันกลับมาบริหารการเงินของชีวิตใหม่

ตอนนี้เรามีรายได้เท่าไร จ่ายเท่าไร เหลือเก็บเท่าไร แล้วหักทบกลบหมดแล้ว มีเงินพอใช้หนี้แค่ไหน

ถ้ามีหนี้หลายรายการ เราเลยต้องหยุดชำระเพื่อเก็บเงินก้อนนี้ แล้วรอคอยการเจรจากับทางธนาคารตลอดเวลา 

ยกตัวอย่าง ถ้าคุณมีเงินเดือน 30,000 บาท หักค่าใช้จ่ายรวมหนี้ติดลบ 20,000 บาท ก็คงต้องหยุดและจัดการเงินของตัวเอง พบว่าพอหยุดจ่ายมีเงินเหลือ 15,000 บาท สิ่งที่ควรทำคือเก็บ 15,000 บาทนั้นทุกเดือนๆ 

หากธนาคารโทรมา ก็ยอมรับความจริงไปว่าสถานการณ์ทางการเงินไม่ดี และบอกว่ามีความตั้งใจจะจ่าย สามารถจ่ายได้เดือนละเท่านี้บาท ธนาคารยอมรับได้ไหม ถ้าธนาคารไม่ตกลงก็ไม่เป็นไร เราเก็บเงินต่อไป สุดท้ายจะไปจบกันที่ศาล วันนั้นเราก็สามารถเจรจาได้อีก แต่ส่วนใหญ่ทุกวันนี้ธนาคารจะไม่ให้ไปถึงจุดนั้น แต่จะติดต่อมาหาเราก่อน เพราะมันยุ่งยากไงล่ะ (หัวหมอมะ)

แต่ๆๆ ถ้าเราหยุดจ่ายหนี้ แล้วเรายังทะลึ่งกินเที่ยวใช้จ่ายตามปกติ สุดท้ายพอถึงกระบวนการศาลที่ใช้เวลา 6 เดือนถึง 1 ปี แล้วเราไม่มีเงินไปจ่ายเขาเลย ก็ไม่โอเค แต่ถ้าเราหยุดแล้วมีเงินเก็บมากขึ้น พอถึงวันหนึ่งเราจะมีเงินเพื่อไปชำระหนี้ได้มากขึ้น 

สรุปส่วนนี้ คือ ประนอมหนี้ซะ เขาไม่ตีก้นหรอก

2. ขายหนี้สิ…รอไร

สืบเนื่องจากข้อแรก กรณีถ้าธนาคารเขาไม่ยอมเจรจาด้วย ก็ต้องจำยอม เช่น ถ้าเป็นหนี้บัตรเครดิตและไปรูดอะไรมา ก็เอาสิ่งนั้นไปขายซะ แล้วก็หาเงินอีกหน่อยมาโปะให้จบๆ ปิดไปเป็นเคสๆ

แต่มีอีกหนี้ที่อาจจะระทมจิตนิดๆ นั่นก็คือหนี้บ้านและรถ ซึ่งเป็นหนี้ภาระสูงอยู่ 

ตรงนี้ก็เหมือนกัน ทนยอมตัดใจขายไปเลย (มันจะสะเทือนใจหน่อย) 

เพราะถ้าชีวิตมันมาถึงจุดวิกฤติทางการเงินจริงๆ ควรจะมองว่าหนี้เหล่านี้ เช่น หนี้รถยนต์ 700,000 บาท หนี้บ้าน 3,000,000 บาท จะหายไปและทำให้สภาพคล่องเรากลับมา

พูดง่ายๆ ในช่วงชีวิตที่กำลังจมดิ่ง ก็อย่าไปกอดของหนักที่จะดึงเราจมตามไปด้วย ปล่อยวางไปบ้าง โอกาสหน้ายังมีโอกาสไปกอดหนี้ประเภทนี้อีก (ฮาๆๆๆ) คิดแบบนี้ไว้ 

มีหนี้ยังไงก็ต้องใช้หนี้ละกัน เพียงแต่มันมีวิธีให้ยืดหยุ่นอยู่ ขอแค่ลองเข้าปรึกษากับผู้ที่ช่วยได้และลองประยุกต์เข้ากับชีวิตดู แต่อย่าลืม พยายามอย่าไปเป็นหนี้นอกระบบเด็ดขาด (ย้ำๆๆ)



Advertising