ธุรกิจและการเงิน

หุ้นกู้...หลุมหลบภัยจากหุ้นสามัญ

Published 28 ก.พ. 2019

By ดร.ธนาวัฒน์ สิริวัฒน์ธนกุล

bond-biz-buzz-Rabbit-Today-banner

ปีหมูที่ไม่หมูของนักลงทุนหลายๆ คน อาจมาพร้อมกับความกังวลใจในทิศทางที่ดูเหมือนว่าจะเป็นขาลงของการลงทุนในหุ้นสามัญในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยตั้งแต่ปีที่แล้วที่สาละวันเตี้ยลงๆ แถมปีนี้ก็ลูกผีลูกคน

ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยขึ้นวันลงวันราวกับคนอยู่ในวัยทองที่วูบวาบไปกับฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงอย่างหาจุดสมดุลยังไม่พบ มิหนำซ้ำยังสำทับด้วยความเห็นของกูรูกูรู้อีกหลายคนที่ออกมาบอกว่า เศรษฐกิจโลกและเศรษกิจไทยได้ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว 

ครั้นจะหนีเสือหุ้นสามัญ หันไปก็เจอกับจระเข้ดอกเบี้ยที่จ่ายดอกเบี้ยในอัตราต่ำเตี้ยยิ่งกว่าคนแคระทั้งเจ็ดในนิทานเรื่องสโนไวท์ หลายคนที่อุตส่าห์ Pay Yourself First อดออมก่อนใช้จ่ายจนเหลือเงิน กะว่าจะลงทุนให้ความมั่งคั่งงอกเงย ออกดอกออกผล ก็ต้องนั่งงงราวกับคนที่อยู่บนทางแยกระหว่างความเสี่ยงที่สูง ล่อใจด้วยอัตราผลตอบแทนที่คาดหวังสูง กับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่ต่ำใกล้เคียงกับความเสี่ยง

ทางออกอีกทางเลือกหนึ่งของนักลงทุนที่รักพี่เสียดายน้อง อยากได้ทั้งอัตราผลตอบแทนสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก แต่ก็ยังอยากแบกรับความเสี่ยงที่สูงกว่าบัญชีเงินฝากไม่มากนัก จึงอาจอยู่ที่หุ้นกู้ ตั๋วแลกเงิน หรือตราสารหนี้ ซึ่งเป็นตราสารทางการเงินประเภทหนึ่งที่สามารถใช้เป็นเครื่องมือในการลงทุนได้ คล้ายๆ กับการฝากเงิน

การที่คุณเอาเงินไปฝากกับธนาคาร คุณจะมีสถานะเป็นเจ้าหนี้ของธนาคาร โดยคุณยินยอมให้ธนาคารเอาเงินของคุณไปใช้ ไปลงทุนก่อน โดยในภายหลังคุณจะได้รับเงินต้นคืน พร้อมทั้งดอกเบี้ยตอบแทนความใจดีที่ให้เขาเอาเงินของคุณไปใช้

ทั้งนี้ธนาคารจะทำหน้าที่เป็นคนกลางที่ระดมเงินฝากจากประชาชนทั่วไปอย่างเราๆ แล้วนำไปปล่อยสินเชื่อกับธุรกิจบริษัทห้างร้านต่างๆ โดยธนาคารจะเป็นคนพิจารณาแทนผู้ฝากเงินว่าควรจะอนุมัติเงินกู้หรือไม่ คอยติดตามตรวจสอบการดำเนินงานของลูกหนี้ รวมทั้งแบกรับความเสี่ยงที่เกิดจากการผิดนัดชำระหนี้ของลูกหนี้รายนั้นๆ โดยธนาคารจะกินส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยเล็กน้อยเพื่อตอบแทนการทำงานให้กับคุณ

อย่างเช่นธนาคารอาจจะระดมเงินฝาก โดยจ่ายดอกเบี้ยให้กับผู้ฝากในอัตรา 1-2% ต่อปี แล้วนำไปปล่อยสินเชื่อบัตรเครดิต โดยคิดดอกเบี้ยจากผู้ถือบัตรเครดิตในอัตรา 20% ต่อปี เป็นต้น ไม่มากไม่มายอะไรเลย (ใช่มั้ยเนี่ย)

หุ้นกู้...หลุมหลบภัยจากหุ้นสามัญ,ธุรกิจและการเงิน,Rabbit Today

ส่วนการลงทุนในตราสารหนี้ คุณมีสถานะเป็นเจ้าหนี้เหมือนกันครับ แตกต่างกันเพียงว่า การระดมทุนผ่านตราสารหนี้นั้นเจ้าหนี้กับลูกหนี้จะติดต่อกันเองโดยตรง ดังนั้น คุณต้องพิจารณาเองว่าผู้ที่ออกตราสารหนี้ (หรือที่บางคนเรียกเป็นภาษาลิเกว่าผู้ทรงตราสารหนี้) มีความน่าเชื่อถือเพียงพอที่คุณจะให้เงินเขากู้หรือไม่ 

อย่างไรก็ตามนักลงทุนที่ลงทุนในตราสารหนี้ก็อาจมีตัวช่วยในการพิจารณาความเสี่ยงในการลงทุนอันดับความน่าเชื่อถือ หรือที่เรียกว่าเครดิตเรตติ้งจากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ โดยการจัดอันดับความน่าเชื่อถือมักจะใช้ตัวอักษรภาษาอังกฤษ ทั้งนี้ อันดับความน่าเชื่อถือสูงสุดมักใช้ AAA รองลงมาก็คือ AA, A และ BBB ตามลำดับ 

โดยตราสารหนี้ที่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือดังกล่าวถือว่าเหมาะสมสำหรับการลงทุน แต่จะมีตราสารหนี้อีกกลุ่มหนึ่งเรียกว่าเป็นตราสารหนี้ขยะ หรือตราสารหนี้เก็งกำไร เนื่องจากมีความเสี่ยงสูงมากที่ผู้ออกตราสารหนี้หรือผู้กู้จะผิดนัดชำระหนี้ ส่งผลทำให้สัญญากระดาษใบดังกล่าวมีค่าแค่เพียงขยะชิ้นหนึ่งนั่นเอง ตราสารหนี้ในกลุ่มนี้ได้แก่ ตราสารหนี้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือ BB, B, C และ D 

ในกรณีที่ตราสารหนี้ดังกล่าวออกโดยบริษัทห้างร้านธุรกิจทั่วๆ ไป เรามักเรียกว่าหุ้นกู้ แต่ถ้าผู้ออกตราสารหนี้ดังกล่าวเป็นภาครัฐ เราจะเรียกตราสารหนี้ดังกล่าวว่าพันธบัตร 

การลงทุนในตราสารหนี้จะทำการแบ่งเงินต้นเป็นหน่วย หน่วยละเท่าๆ กัน ต่างจากการฝากเงินกับธนาคารที่ไม่มีการแบ่งเงินต้นเป็นหน่วย ทั้งนี้ ตราสารหนี้แต่ละฉบับหรือแต่ละหน่วยจึงต้องมีการกำหนดมูลค่าของเงินต้นที่จะได้รับการชำระคืนเมื่อครบกำหนดไถ่ถอน โดยจะมีชื่อเรียกเฉพาะลงไปว่าราคาหน้าตั๋ว หรือราคาพาร์ หรือมูลค่าที่ตราไว้ หรือมูลค่าไถ่ถอน 

โดยทั่วไปตราสารหนี้แต่ละฉบับจะกำหนดราคาพาร์ไว้ที่ 1,000 บาท หมายความว่าเมื่อครบกำหนดที่ระบุไว้คุณจะได้รับเงินต้นคืน 1,000 บาทต่อตราสารหนี้แต่ละหน่วยที่คุณลงทุน 

ในระหว่างที่ยังไม่ครบกำหนดไถ่ถอน คุณก็จะได้รับดอกเบี้ยในอัตราที่ระบุไว้ที่หน้าตั๋ว สมมติว่าในสัญญาระบุว่าคุณจะได้รับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นั่นหมายความว่าถ้าหากราคาพาร์เป็น 1,000 บาท คุณก็จะได้ดอกเบี้ยปีละ 50 บาท ซึ่งตราสารหนี้โดยทั่วไปมักจะจ่ายดอกเบี้ยกันปีละ 2 ครั้ง ดังนั้น ทุกๆ ครึ่งปีคุณก็จะได้รับดอกเบี้ย 25 บาท

อย่างไรก็ตาม ถ้าหากคุณไปลงทุนในตั๋วแลกเงินซึ่งเป็นตราสารหนี้ประเภทหนึ่งเช่นกันแต่จะมีอายุสั้นกว่า 1 ปี ในบางกรณีคุณอาจจะไม่ได้รับดอกเบี้ย แต่อาจได้ผลตอบแทนเป็นส่วนลด โดยราคาของตั๋วแลกเงินดังกล่าวอาจต่ำกว่าราคาพาร์ ซึ่งคุณจะได้รับคืนเมื่อครบกำหนด ส่งผลทำให้คุณได้รับส่วนต่างของราคาที่ซื้อตราสารหนี้นั้นมากับราคาพาร์ที่ได้รับจากการไถ่ถอนคืน

ความแตกต่างที่สำคัญอีกประการหนึ่งสำหรับการฝากเงินในธนาคารพาณิชย์และการลงทุนในตราสารหนี้ก็คือ คุณอาจสามารถถอนเงินจากธนาคารพาณิชย์เมื่อไรก็ได้ เพียงแต่อาจจะไม่ได้รับดอกเบี้ยตามที่ตกลงกันไว้ ถ้าหากคุณไปถอนเงินก่อนกำหนด แต่นักลงทุนที่ซื้อตราสารหนี้ไม่สามารถไถ่ถอนตราสารหนี้ก่อนครบกำหนดได้ ถ้ามีความจำเป็นต้องใช้เงิน ก็จะต้องนำไปขายต่อคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นการขายต่อในตลาดตราสารหนี้ BEX ถ้าเป็นตราสารหนี้ที่มีการจดทะเบียน หรือการให้สถาบันการเงินเช่น ธนาคารพาณิชย์ช่วยหานักลงทุนคนอื่นมาซื้อต่อ

ก่อนลงทุนในทุกทางเลือกในโลกทางการเงิน คุณต้องท่องไว้เสมอว่า High Risk High (Expected) Return หรือเสี่ยงมาก ผลตอบแทน (ที่คาดหวัง) ก็จะสูงตามไปด้วยเช่นกัน



Advertising