ธุรกิจและการเงิน

ชาวมะกันเตรียมเฮ!! รับทรัพย์ 1,000 ดอลฯ ต่อเดือน…ถ้าปธน. ใหม่ชื่อ ‘แอนดรูว์ หยาง’

Published 8 ม.ค. 2019

By Rabbit Today

Andrew-Yang-biz-buzz-Rabbit-Today-banner

“การสอนให้คนรู้จักหาเงิน มากกว่าให้เงินใช้เปล่า” ควรจะเป็นแนวทางที่ดีที่สุด เพื่อให้ทุกคนมีความพยายามและสร้างความแข็งแรงให้กับชีวิตตัวเองได้ในระยะยาว

แต่ดูเหมือนว่าแนวคิดนี้ จะย้อนแย้งกับสิ่งที่ ‘แอนดรูว์ หยาง’ นักธุรกิจชาวนิวยอร์กเชื้อสายจีนคิด

แอนดรูว์ หยาง เป็นนักธุรกิจชาวอเมริกันเชื้อสายจีนวัย 43 ปี เกิดในมลรัฐนิวยอร์ก และเขาได้ประกาศตัวที่จะสมัครเป็นตัวแทนของพรรคเดโมแครต เพื่อชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในปี 2020

หยาง เป็นผู้ก่อตั้ง Venture for America โครงการให้ทุนสำหรับทำธุรกิจ และเคยเป็นผู้เขียนหนังสือ The War on Normal People: The Truth About America's Disappearing Jobs and Why Universal Basic Income Is Our Future เกี่ยวกับตำแหน่งงานที่จะถูกแทนที่ด้วยหุ่นยนต์และ AI ในสหรัฐฯ และการแก้ไขปัญหาด้วยรายได้พื้นฐานถ้วนหน้าจากรัฐบาล

ชาวมะกันเตรียมเฮ!! รับทรัพย์ 1,000 ดอลฯ ต่อเดือน…ถ้าปธน. ใหม่ชื่อ ‘แอนดรูว์ หยาง’,ธุรกิรและการเงิน,Rabbit Today

อันที่จริงแล้วชื่อของ หยาง อาจจะไม่ได้โด่งดังมากนัก แต่เขาก็มีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ โดยเฉพาะเรื่องของการกระตุ้นปากท้องของประชาชนในประเทศตามกาลสมัย

ความน่าตื่นเต้นด้านนโยบายของ หยาง อยู่ที่การให้รายได้พื้นฐานถ้วนหน้ากับประชาชนชาวอเมริกาอายุที่มีอายุระหว่าง 18 - 64 ปี ทุกคนเดือนละ 1,000 ดอลลาร์ หรือประมาณ 33,000 บาท ให้เป็นรายได้พื้นฐานถ้วนหน้าจากรัฐบาล (Universal Basic Income : UBI) โดยเขาเรียกเงินจำนวนนี้ว่าเป็น ‘เงินปันผลอิสรภาพ’ ซึ่งจะไม่มีเงื่อนไขผูกมัดว่าต้องนำเงินเหล่านี้ไปใช้ทำอะไร

เหตุผลที่ หยาง เสนอนโยบายนี้ เพราะเป็นวิธีการที่ตรงและเป็นรูปธรรมที่สุดที่รัฐบาลจะปรับปรุงคุณภาพชีวิตของคนในประเทศได้ แถมการแจกเงินเดือนพื้นฐานจะช่วยให้สุขภาพจิตของชาวอเมริกันดีขึ้น รวมถึงส่งเสริมให้คนริเริ่มทำธุรกิจกันมากขึ้นด้วย

หยาง อ้างอีกว่า รัฐบาลมีทรัพยากรมากมาย แต่ทรัพยากรเหล่านั้นกลับไม่เคยถูกแจกจ่ายไปให้กับคนอย่างเพียงพอ และการให้รายได้พื้นฐานจำนวน 1,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือนจะทำให้เศรษฐกิจเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว

ในปี 2018 หยางเคยเขียนในเว็บไซต์ Reddit ว่า การให้รายได้พื้นฐานถ้วนหน้าที่เดือนละ 1,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ จะส่งผลดีกับประเทศอย่างมาก ประชาชนจำนวนมากจะหมดกังวลเรื่องการเอาชีวิตรอดจากความยากจน ที่สำคัญการให้รายได้พื้นฐานจะเป็นตัวเร่งให้คนสร้างสรรค์ศิลปะ เริ่มทำธุรกิจ และส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์อย่างที่ไม่เคยมีใครเห็นมาก่อน เพราะเขาเคยทำงานกับผู้ประกอบการหน้าใหม่จำนวนมากที่ได้เงินทุนไปและมีแนวคิดน่าทึ่งในการต่อยอดเงิน

ทั้งนี้ตัวเลข 1,000 ดอลลาร์ต่อเดือนที่กล่าวมา เป็นตัวเลขที่ หยาง อ้างอิงความสมเหตุสมผลจาก ‘แอนดี สเติร์น’ อดีตประธานสหภาพลูกจ้างภาคบริการระหว่างประเทศ (SEIU) ที่เคยเสนอจำนวนเงินที่เหมาะสมสำหรับรายได้พื้นฐานถ้วนหน้าไปที่ 1,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ และสถาบันรูสเวลต์ก็เคยศึกษาและจำลองการให้รายได้พื้นฐานถ้วนหน้าที่ 1,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ

ชาวมะกันเตรียมเฮ!! รับทรัพย์ 1,000 ดอลฯ ต่อเดือน…ถ้าปธน. ใหม่ชื่อ ‘แอนดรูว์ หยาง’,ธุรกิรและการเงิน,Rabbit Today

อย่างไรก็ตาม แนวคิดของ หยาง ก็ถูกวิจารณ์อย่างหนักตามระเบียบ หากแต่เขาก็มีเหตุผลที่น่าสนใจพอจะกลบเสียงวิจารณ์ โดยเฉพาะกับมุมมองที่ว่าการให้เงินเปล่าๆ จะทำให้คนขี้เกียจทำงาน

“เป็นไปไม่ได้เลยที่คนในสหรัฐฯ จะอยู่ได้ด้วยเงินเพียง 1,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเดือน เพราะเงินจำนวนนี้ไม่มากพอที่จะทำให้ประชาชนเลิกทำงานได้ แต่กลับกันเงินจำนวนนี้จะมีความสำคัญต่อการนำไปต่อยอดสิ่งที่มีประโยชน์ให้กับหลายๆ ครอบครัว เช่น การสร้างธุรกิจขึ้นมาใหม่ หรือด้านเศรษฐกิจ เช่น การใช้จ่ายอย่างหมุนเวียน ขณะเดียวกันเราเริ่มเห็นการพัฒนาหุ่นยนต์ (AI) เพื่อเข้ามาทดแทนกำลังคนในอุตสาหกรรมต่างๆ มากขึ้น เช่น ในภาคค้าปลีก อาหาร บริการลูกค้า คมนาคม ประกันภัย บัญชี การแพทย์และกฎหมาย นั่นหมายความว่าคนส่วนใหญ่ต่อจากนี้มีโอกาสเสี่ยงตกงานสูง”

ทั้งนี้ข้อมูลของหยางสอดคล้องกับรายงานของสถาบัน McKinsey Global ที่คาดการณ์ว่าภายในปี 2030 จะมีแรงงานที่ต้องเปลี่ยนสายงานเพราะหุ่นยนต์ทั่วโลกประมาณ 75 ล้านคน และหุ่นยนต์อาจมาแทนที่แรงงานมากกว่า 400 ล้านตำแหน่ง

ฉะนั้น แนวคิดการให้เงินเปล่าๆ ของหยาง จึงเหมือนการรับมือกับอนาคตของประชาชนในประเทศที่จะรับมือไม่ทันการเปลี่ยนแปลง โดยหากหุ่นยนต์จะต้องมาทำงานแทนมนุษย์ รัฐบาลก็ควรต้องจ่ายเงินให้มนุษย์มีกินมีใช้ และรายได้พื้นฐานถ้วนหน้าจะมาจากการเก็บภาษีบริษัทที่ได้ประโยชน์จากการใช้หุ่นยนต์ ซึ่งจะเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มสินค้าและบริการที่บริษัทเหล่านี้ผลิตประมาณ 10%

สำหรับไอเดียในลักษณะนี้ เคยมีการทดลองใช้และปรากฏว่าได้ผลจริงกับประชากรของหมู่บ้านแห่งหนึ่งในประเทศนามิเบีย สามารถช่วยให้ปัญหาสังคมด้านต่างๆ ลดลงอย่างมาก เช่น ปัญหาอาชญากรรมและปัญหาเด็กขาดสารอาหาร รวมถึงการออกจากโรงเรียนกลางคันลดลงกว่าครึ่งหนึ่ง นอกจากนี้ยังสามารถลดอัตราความยากจนจาก 76% เหลือเพียง 37% ในช่วงเวลาเพียง 1 ปีหลังจากเริ่มโครงการด้วย

…เรื่องแบบนี้ นานาจิตตัง ประเทศใครประเทศมัน ไม่มีสูตรตายตัว…



Advertising