ธุรกิจและการเงิน

ช่องว่างของ ‘โอกาส’

Published 10 พ.ค. 2019

By ประเสริฐ เอี่ยมรุ่งโรจน์ (แกะดำทำธุรกิจ)

Adjusted-for-Disruption-biz-buzz-Rabbit-Today-banner

เมื่อสองอาทิตย์ที่แล้วผมคุยกับเพื่อนสนิทที่เป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องหุ้น เขาบอกว่าตลาดหลักทรัพย์ตอนนี้ถูก Disrupt ไปเรียบร้อยแล้ว 

เริ่มต้นอย่างนี้ครับ ในอดีตนักลงทุนอิสระคือผู้เล่นหลักของตลาด เมื่อสองปีที่แล้วนักลงทุนอิสระมีส่วนแบ่งตลาดในการซื้อขายหุ้นที่ 60% มาถึงวันนี้ตัวเลขหล่นลงมาที่ประมาณ 35% ครับ ตัวเลขลดลงอย่างรวดเร็วในเวลาสองปีกว่า และนักลงทุนต่างชาติซึ่งสมัยก่อนมีความสำคัญอันดับสองของตลาด ตอนนี้กลายมา Major player ส่วนแบ่งตลาดตอนนี้อยู่ที่ 40% + 

การที่ตลาดเกิด Big shift ของผู้เล่นมีนัยสำคัญมาก ที่ทำให้ตลาดไม่เหมือนเดิม ตลาดตอนนี้ถ้าบวก 10 จุด แต่โอกาสจะทำกำไรมันแตกต่างจากเดิมไปมหาศาล เพราะเกิดการเปลี่ยนแปลงผู้เล่นที่เป็นคนชี้ความเป็นไปของตลาด

เพื่อนผมพูดให้เข้าใจง่ายๆ คือวันนี้ Market maker คือนักลงทุนต่างชาติ ไม่ใช่นักลงทุนรายย่อย ดังนั้น Trend การขึ้นลงของตลาดหุ้นมันเปลี่ยน Pattern วิธีการลงทุนของนักลงทุนอิสระกับนักลงทุนต่างชาติไม่เหมือนกัน และนี่เป็นเหตุผลที่นักลงทุนอิสระส่วนใหญ่ตอนนี้นั่งดูที่ข้างสนาม ถามว่าคนเหล่านั้นยังมีเงินสดในมือพร้อมที่จะลงทุนหรือไม่ คำตอบคือมีครับ แต่พวกเขามีความเห็นว่าถ้าลงทุนตอนนี้มีแต่เจ็บตัว โอกาสที่จะเก็บเกี่ยวประโยชน์แบบเดิมมันหมดไปแล้ว

เพื่อนผมให้ความเห็นว่า ถ้าใครยังลงทุนด้วยสูตรเดิมๆ วิธีเหล่านั้นจะเริ่มลำบาก และอาจจะลำบากมากขึ้นเรื่อยๆ ความเห็นของเพื่อนผมคือนักลงทุนต่างชาติใช้วิธีการและกระบวนการลงทุนที่แตกต่างไปจากนักลงทุนรายย่อย ข้อสงสัยของเขาคือนักลงทุนต่างชาติอาจจะใช้ AI เข้ามาช่วย และช่วงหลังเราจะสังเกตเห็นมีผู้ให้บริการคนไทยที่เริ่มนำ Technology มาเป็นเครื่องมือช่วยในการตัดสินใจแทน ‘ตัวนักลงทุน’ มาให้บริการเพิ่มมากขึ้น

บรรทัดสุดท้ายที่เพื่อนผมบอกคือวันนี้เขาต้องใช้นโยบายอนุรักษ์นิยม และต้องเปลี่ยน Strategy ในการลงทุนไปจากเดิม และมันเป็นความจำเป็นที่นักลงทุนไม่ว่าจะเป็นรูปแบบไหน ต้องปรับเปลี่ยนตัวเองอย่างเร็ว ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้เล่นในหมวดหมู่ไหน จะเป็น Value investor, ผู้เล่นที่พึ่ง Technical data หรือ Day trader เพราะ Landscape ของตลาดมันเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

เพื่อนผมให้ความเห็นว่าเรื่องราวที่เล่ามานี้ ประเด็นสำคัญคือทุกคนต้องปรับตัว หาวิธีคิดใหม่ของแต่ละคนเพื่อที่ทุกคนจะอยู่ได้บน Landscape ใหม่จะทำอย่างนั้นได้เกิดจากการศึกษา คิด วิเคราะห์ และอย่าใจร้อน เพราะช่วงนี้คือช่วง Transitional period ที่ทุกอย่างอาจจะยังไม่นิ่ง เมื่อตกตะกอนความคิดได้ที่ เมื่อหาสูตรของตัวเองได้แล้ว ตลาดหลักทรัพย์ยังเป็นแหล่งที่นักลงทุนสามารถไปหาผลตอบแทนได้ 

บทความนี้เพียงแต่บอกว่า ‘อย่าคิดแบบเดิม’ คิดเหมือนเดิม ในขณะที่ตลาดเปลี่ยนไป ความคิดเดิมไม่สามารถให้ผลลัพธ์เหมือนเดิมได้ ผลกระทบอีกอันหนึ่งคือบริษัทหลักทรัพย์ต้องปรับเปลี่ยนตัวเองอย่างมหาศาล เพราะฐานรายได้เดิมซึ่งเป็นนักลงทุนรายย่อยมันหดหายไปมาก แต่ไม่สามารถทดแทนด้วยนักลงทุนต่างชาติได้ เพราะ Commission ของนักลงทุนต่างชาติมันถูกมากๆ เมื่อเปรียบเทียบกับ Commission ที่บริษัทหลักทรัพย์คิดกับนักลงทุนรายย่อย และนี่คือ Wake up call สำหรับคนในวงการหลักทรัพย์ที่ต้องทำ Transformation process

เรื่องนี้ถ้าเพิ่มเติมกับข้อมูลที่ผมจะเล่าต่อว่าในปี 2018 มี Retail outlet ปิดตัวในอเมริกาทั้งหมด 5,994 ราย และมีการคาดการณ์ว่าในปี 2026 จะมี Retail outlet ในอเมริกาปิดตัว 75,000 ร้านค้า อันเป็นผลมาจากพลังของ E-commerce และรายได้ของ Facebook ปีที่แล้วอยู่ 1.7 ล้านล้านบาท โตขึ้นจากเดิม 38% บนความเสียหายของ Traditional media ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์ วิทยุ หรือหนังสือพิมพ์ และสื่อใหม่ไม่ได้มีเพียง Facebook ทุกวันนี้มีทั้ง Youtube, Instagram, Twitter และผู้เล่นหน้าใหม่อย่าง Amazon เรื่องทั้งหมดต้องอุทานว่า Oh my god

สิ่งที่ผมต้องการสื่อสารคือวันนี้ไม่มีใครหนี Disruption ได้ ไม่ว่าคุณจะทำธุรกิจอะไร...ให้บริการทางการสาธารณสุขกับลูกค้ารายย่อย เปิดอู่ซ่อมรถ บริหารแบรนด์ระดับชาติ ทำร้านอาหาร...ธุรกิจเป็นทางสองแพร่ง Disrupt others or being disrupted คุณจะเปลี่ยนข้างมาเปลี่ยน Disruptor ได้ สำคัญคือคุณมี Transformation plan ในมือแล้วหรือยัง

พวกเราแกะดำทำธุรกิจมีความเชื่อว่าในท่ามกลางปัญหา มันมีช่องว่างของ ‘โอกาส’ ที่รอคุณอยู่



Advertising